Categories
หนังสือ

รีวิวหนังสือ The Power of INPUT

หนังสือ The Power of Input เล่มนี้ เป็นหนังสือที่ต่อเนื่องจากหนังสือ The Power of Output ของผู้เขียนท่านเดียวกัน
ถึงแม้จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Input แต่ตลอดทั้งเล่มผู้เขียนได้พูดถึง Output อยู่ตลอดเวลา เมื่ออ่านจบเราจะยิ่งเข้าใจเรื่องของการ Output มากขึ้น

หนังสือเล่มนี้นำเสนอเทคนิคดี ๆ เกี่ยวกับ Input เช่น การอ่าน การฟัง การเรียน การพูดคุย การจัดการการใช้งานคอมพิวเตอร์และ Internet และอีกหลาย ๆ เรื่อง

โดยส่วนตัวผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้อ่านง่าย อ่านให้จบได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้เนื้อหาจะเยอะ(300 กว่าหน้า) แต่ผู้เขียนแบ่งเนื้อหาออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ โดยแต่ละหัวข้อจบใน 2-3 หน้า นอกจากนี้แต่ละหัวข้อผู้เขียนได้สรุปใจความสำคัญไว้ให้แล้ว มีรูปประกอบซึ่งเป็นใจความสำคัญในทุกหัวข้อ และไฮไลต์ข้อความสำคัญไว้ให้ด้วย

สรุปสั้น ๆ สำหรับบางหัวข้อที่ผมให้ความสนใจ
กฎพื้นฐานของ Input
วิธีอ่านหนังสือ

Categories
หนังสือ

หนังสือ The Power of Input – วิธีอ่านหนังสือ

การอ่านนอกจากจะเพื่อความบันเทิง เสริมความรู้ หรือพัฒนาตนเองแล้ว การอ่านยังช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ด้วย ครั้งต่อไปที่เลือกซื้อหนังสือ ลองเลือกหนังสือที่น่าจะช่วยแก้ปัญหา ที่เรากำลังพบเจออยู่ดูครับ

การอ่านคือก้าวแรกของการเรียนรู้

การเรียนรู้มีขั้นตอนของมัน การทำตามขั้นตอนตามลำดับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้ การข้ามลำดับก็ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลง

ลำดับขั้นตอนในการเรียนรู้

  1. อ่านหนังสือ
    จะเรียนรู้อะไรให้เริ่มที่การอ่าน และเริ่มจากพื้นฐานของเรื่องนั้น ๆ ก่อน
  2. ดูวิดีโอหรือฟังคลิปเสียง
  3. เข้าเรียน ฟังบรรยาย หรือฟังสัมมนา
  4. เรียนแบบตัวต่อตัว
  5. สอนผู้อื่น

อ่านเร็ว V.S. อ่านละเอียด

ต่อให้เราอ่านหนังสือเดือนละ 10 เล่ม ถ้าเราไม่ทำ Output เลย เราจะจำไม่ได้ ไม่เข้าใจลึกซึ้ง เสียเงิน เสียเวลาเปล่า

ดังนั้นเมื่อเราอ่านหนังสือจบ 1 เล่ม ให้หยุดเพื่อทำ Output ก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือเล่มต่อไป โดย Output ที่ต้องทำ มีตามลำดับดังนี้

  1. เขียน
    เขียนในสิ่งที่เราค้นพบ เขียนสิ่งที่จะลองทำตาม หรือเขียนรีวิวหนังสือเล่มนั้น
  2. เล่าให้คนอื่นฟัง อาจจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนที่ทำงานก็ได้
  3. นำสิ่งที่เราค้นพบไปปฏิบัติ
  4. สอนผู้อื่น

เมื่อเราทำตามนี้หลังอ่านหนังสือเล่มนึงจบ เราก็จะได้ความรู้ติดตัวแล้ว หลังจากนั้นค่อยเริ่มอ่านหนังสือเล่มต่อไป

ดังนั้นอย่าตั้งเป้าที่การอ่านหนังสือให้ได้มาก ๆ แต่ให้อ่านอย่างละเอียด ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง อธิบายได้ รีวิวได้ หรืออภิปรายเรื่องนั้น ๆ กับผู้อื่นได้

วิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราอ่านอย่างละเอียด คือ คิดไว้ก่อนอ่านหนังสือว่าเราจะเขียนรีวิวหรือจะอธิบายให้คนอื่นฟัง

เมื่อเราฝึกอ่านโดยละเอียดจนชำนาญแล้ว ค่อยอ่านให้เร็วหรืออ่านให้เยอะทีหลัง

เทคนิคหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านให้อ่านเร็วและอ่านได้ละเอียดขึ้น คือ “การอ่านข้ามไปมา”

การอ่านข้ามไปมา เหมาะสำหรับหนังสือทั่วไป หนังสือธุรกิจ แต่ไม่เหมาะกับหนังสือนิยายหรือการ์ตูน

การอ่านข้ามไปมาเริ่มที่การดูสารบัญ เลือกเรื่องที่อยากรู้ แล้วเริ่มอ่านจากส่วนนั้น

ซึ่งเมื่ออ่านแบบข้ามไปมา ให้เราเน้นที่

  • ส่วนท้ายของแต่ละบท
  • บทนำ
  • บทส่งท้าย
  • บทสรุป (มักอยู่ครึ่งหลังของหนังสือ)

เมื่ออ่านแบบข้ามไปมาเสร็จแล้ว เราจะเข้าใจภาพรวมของหนังสือ จากนั้นค่อยกลับมาอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนจบอีกครั้ง ผู้เขียนบอกว่าการทำแบบนี้จะช่วยให้เราอ่านละเอียดและอ่านเร็วขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังช่วยกำจัด “การดองหนังสือ” ได้ด้วย

การเลือกหนังสือ

ผู้เขียนแบ่งหนังสือตามคุณค่าเป็น 2 แบบ คือ

  1. หนังสือโฮมรัน
    หนังสือที่มีเนื้อหาให้เราค้นพบเยอะ ช่วยเราพัฒนาตนเองและเปลี่ยนแปลงชีวิตได้เยอะ
  2. หนังสือสไตรก์
    หนังสือที่แทบไม่มีอะไรให้เราค้นพบ ไม่ช่วยให้เราพัฒนาตนเองเลย

ผู้เขียนบอกว่าการ “เลือกหนังสือ” สำคัญกว่า “วิธีอ่านหนังสือ” เสียอีก เราจึงต้องลดหนังสือสไตรก์เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจอหนังสือโฮมรัน

สำหรับมือใหม่ เมื่อรู้ว่าเราอยากอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเองในด้านไหน หรือแก้ปัญหาอะไรแล้ว ควรเริ่มจากหนังสือที่นักอ่านหรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำ และควรเลือกให้เหมาะกับระดับของเราด้วย มือใหม่ควรเริ่มที่หนังสืออ่านง่าย ๆ เมื่อเราชำนาญแล้วก็ขยับไปอ่านเล่มที่ยาก ๆ ได้

นอกจากนี้การเลือกหนังสือ เราควรอ่านอย่างเป็นกลางและสมดุล คือ เมื่อเราศึกษาในเรื่องใด เราควรเลือก

  • หนังสือเป็นกลาง
  • หนังสือที่เราเห็นด้วย
  • หนังสือที่เราเห็นต่าง

แต่ถ้าไม่มีเวลา ให้อ่านแค่ “หนังสือที่เราเห็นด้วย ” และ “หนังสือที่เราเห็นต่าง” ก็พอ

ก่อนที่จะอ่าน เราต้องทำสมองให้ว่าง ไม่เอนเอียงไปด้าน เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย หรือชอบ/เกลียด ซึ่งคนทั่วไปอาจทำไม่ได้เพราะมี “Confirmation Bias หรือ ความลำเอียงเพื่อยืนยัน” กับสมมติฐานหรือความเชื่อที่มีอยู่แล้ว

เมื่อเราอ่านทั้ง “หนังสือที่เราเห็นด้วย ” และ “หนังสือที่เราเห็นต่าง” แล้ว เราจะพิจารณาเรื่องนั้นได้อย่างสมดุล

การอ่านนิยาย

ประโยชน์ของการอ่านหนังสือนิยาย คือ

  1. ทำให้กลายเป็นคนรักการอ่าน เพราะหนังสือนิยายให้ความสนุก ความบันเทิง “คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือควรเริ่มจากการอ่านนิยาย
  2. ทำให้หัวดีขึ้น เพราะสมองได้รับการกระตุ้นมากขึ้นจากการอ่านหนังสือ
  3. ทำให้รู้จักเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพราะการอ่านนิยายเราต้องใช้อารมณ์ร่วมกับตัวละคร
  4. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากการต้องนึกภาพตาม
  5. ช่วยคลายความเครียด
  6. ทำให้เราลองสมมติตัวเองเป็นคนอื่น ช่วยให้เราเรียนรู้ผ่านชีวิตตัวละครในนิยาย
  7. สนุก

ซึ่งหนังสือนิยายและการ์ตูนก็เป็นหนังสือประเภทหนึ่งที่เหมาะกับการอ่านเป็น e-book อีกด้วย

e-book

ใครที่อ่านหนังสือเดือนละหลายเล่ม อาจลองอ่านแบบ e-book ดู เพราะว่า

  • ราคาถูกกว่าหนังสือแบบเป็นเล่ม
  • ซื้อง่าย ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องรอ ซื้อแล้วอ่านได้ทันที
  • ไม่ใช้พื้นที่เก็บ
  • พกพาได้มากกว่า

แต่หนังสือเป็นเล่มก็ยังมีบางอย่างที่ดีกว่า เช่น

  • จดจำได้ง่ายกว่า (จากงานวิจัย)
  • อ่านง่ายกว่า
  • มีสมาธิสูงกว่า
  • อ่านแบบข้ามไปมาได้ง่าย
  • ไฮไลต์และเขียนแทรกได้ง่าย เพิ่มประสิทธิภาพการอ่าน

Categories
หนังสือ

หนังสือ The Power of Input – กฎพื้นฐานของ Input

ทุกวันนี้ข้อมูลความรู้ไม่ใช่สิ่งที่ขาดแคลนแล้ว เราสามารถหาข้อมูลในสิ่งที่เราอยากรู้ได้ทุกอย่าง เราจึงพยายามอ่านเยอะ ๆ เรียนรู้เยอะ ๆ แต่ถ้าเรารับ Input แล้วสุดท้ายจำไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้พบว่าคนส่วนใหญ่จำสิ่งที่อ่านในแต่ละสัปดาห์ได้แค่ 3% เท่านั้น แต่ถ้าเรารับเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น และเลือกที่จะไม่รับหรือทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นซะ เราก็จะสามารถเพิ่มอัตราการจดจำข้อมูลได้ถึง 90% หรือเพิ่มขึ้น 30 เท่า เลยทีเดียว

ดังนั้นการรับ Input เป็นเรื่องของคุณภาพ มากกว่าเรื่องของปริมาณ และเมื่อเราคุมคุณภาพของ Input ได้แล้วค่อยเพิ่มปริมาณทีหลัง

หนังสือ The Power of Input เล่มนี้ มีกฎพื้นฐาน 3 ข้อ คือ

  1. ต้อง “ตั้งใจ”
    การรับ Input ห้ามทำไปงั้น ๆ แต่เราต้อง อ่านอย่างตั้งใจ ฟังอย่างตั้งใจ ดูอย่างตั้งใจ
  2. ตั้งเป้าหมายของการสร้าง Output ก่อน แล้วค่อยลงมือทำ Input
    เราต้องกำหนด Output ที่ต้องการให้เป็นรูปธรรมและกำหนดเวลาให้ชัดเจน เช่น เราวางเป้าหมายว่าต้องการสอบ TOEIC ให้ได้ 450 คะแนน ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อที่จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาภาษาอังกฤษ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยมองเห็นวิธีการเรียนที่ชัดเจนขึ้น รู้ว่าต้องซื้อหนังสือแบบไหน และใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง
  3. ทำ Input กับ Output ไปพร้อม ๆ กัน
    ซึ่งเรื่องนี้ก็คือ “บันใดวนแห่งการพัฒนาตนเอง” ในหนังสือ The Power of Output นั่นเอง เช่น เมื่อเราอ่านหนังสือเราควรจดไปด้วยและเมื่อเราอ่านจบเราควรเขียนรีวิว เขียนสรุป หรือเล่าให้เพื่อนฟัง

เทคนิคการทำ Input ให้เกิด Output มากขึ้น

เทคนิคที่จะช่วยให้เราจดจำ Input ได้มากขึ้น หรือสร้าง Output ได้มากขึ้นก็คือ การตั้งเป้าหมายการทำ Output ไว้ล่วงหน้า ผู้เขียนบอกว่าการทำแบบนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ 100 เท่า เลยทีเดียว

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหัวหน้าให้เราไปเข้าอบรมเป็นเวลา 3 วันและบอกกับเราว่าต้องกลับมาสอนคนในบริษัทเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เราคงจะตั้งใจฟัง จดเนื้อหาที่สำคัญ และจดจำได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

วิธีเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น

ผู้เขียนพูดถึง Cocktail party effect ว่า เมื่อเราอยู่ในงานปาร์ตี้ที่มีคนเยอะ ๆ แล้วมีใครซักคนพูดถึงชื่อเรา เราก็ยังจะได้ยินแม้อยู่ท่ามกลางเสียงดังก็ตาม

นั่นเป็นเพราะในสมองของเรามี “สมาธิเลือกสรร (Selective Attention)” หรือที่ในหนังสือเล่มนี้เรียกว่า “การตั้งเสาอากาศแห่งความสนใจ” มาช่วยเราเก็บเฉพาะข้อมูลที่มีความสำคัญ

เทคนิคที่จะช่วย “ตั้งเสาอากาศแห่งความสนใจ” คือ

  1. เขียนคีย์เวิร์ดของสิ่งที่เราสนใจ แล้วกลับมาดูเป็นครั้งคราว
  2. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าเราจะเรียนรู้อะไรจาก Input นั้น ช่วยให้สมองเราเลือกรับรู้จุดที่มีความสำคัญได้โดยอัตโนมัติ
  3. ตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะเวลาที่สมองถูกถาม มันจะพยายามหาคำตอบของคำถามนั้น
  4. ตั้ง Output ไว้ล่วงหน้า เช่น อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะเขียนรีวิว ซึ่งการตั้ง Output ไว้ล่วงหน้าเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมสำหรับการตั้งเสาอากาศแห่งความสนใจ

เพิ่มความสามารถในการจดจำด้วยอารมณ์

สมองเราจะจดจำได้ดีขึ้นเมื่อเรื่องนั้น ๆ มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเพื่อเพิ่มความสามารถของสมองในการจดจำ Input เราควรที่จะ

  1. สร้างให้เป็นเรื่องราว อาจประยุกต์เป็นการอ่านในรูปแบบการ์ตูนหรือนิยาย
  2. เรียนรู้ในสิ่งที่รู้สึกตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น
  3. เมื่อซื้อหนังสือมาให้อ่านทันที เพราะตอนนั้นเรามีความรู้สึกอยากอ่าน
  4. เมื่อมีข้อสงสัย ให้หาคำตอบทันที
  5. นำเสนอต่อหน้าผู้อื่น เพราะความตื่นเต้น+การสอน จะช่วยเพิ่มความจำ
  6. พยายามเชื่อมโยง “ความประทับใจ” กับ “การเรียนรู้”
  7. เรียนรู้จากการท่องเที่ยว เพราะมีทั้งความตื่นเต้น ความระทึกใจ และประทับใจ
Categories
หนังสือ

หนังสือ The Power of Output – ศิลปะของการปล่อยของ

ก่อนหน้านี้ผมพยายามอ่านให้เยอะ เรียนให้เยอะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น Input แต่หนังสือ “The Power of Output – ศิลปะของการปล่อยของ” เล่มนี้บอกว่าสิ่งที่สร้างผลกระทบกับชีวิตหรือพัฒนาตัวเราได้มากกว่า คือ Output

หนังสือแนะนำให้สัดส่วน Input : Output = 3:7

โดยหนังสือจะย้ำให้เห็นแผนภาพความสัมพันธ์ระหว่าง Input, Output และ Feedback

  • Input ต้อง “เลือกรับรู้” หนังสือไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เพราะมีหนังสืออีกเล่มชื่อ Input ที่เขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกัน
  • Output หนังสือแบ่งออกเป็น การพูด การเขียน และการลงมือทำ ซึ่งครอบคลุมในหลายประเด็น มีคำแนะนำที่น่าสนใจที่สามารถนำมาปรับใช้ได้มากมาย
  • Feedback เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนา Input, Output ให้ดีขึ้น เช่น ถ้าเป็นงานเขียนก็แชร์ใน Social Network ของเรา หรืออาจหาคนที่ให้คำแนะนำเราได้

เช่น

ตัวอย่างที่ 1 เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนึงจบ (Input) เราต้องเขียนสรุปหรือ Review ออกมา (Output) แล้วเราต้องนำไปให้คนอื่นอ่านเพื่อรับความคิดเห็นมาพัฒนาตัวเองต่อไป (Feedback)

ตัวอย่างที่ 2 เมื่อเราเรียนคอร์สเขียนโปรแกรมทางออนไลน์ (Input) เราต้องคิดและทำโปรเจคโดยใช้ความรู้ที่เราเรียนมา (Output) และนำไปเผยแพร่ให้เพื่อนหรือนำขึ้น Store ให้ผู้อื่นใช้งาน รับคำแนะนำและความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงต่อไป (Feedback)

นอกจาก Input, Output และ Feedback แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังเน้นย้ำเรื่องการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย (ต้องมีความยากเล็ก ๆ) ความสนุก และความสม่ำเสมอด้วย

โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาค่อนข้างเยอะ แต่อ่านง่าย อ่านได้เร็ว แบ่งเป็นหัวข้อสั้น ๆ 2-3 หน้า มีภาพประกอบเยอะ มีสรุปสั้น ๆ และไฮไลต์ส่วนสำคัญมาให้เลย

ส่วนตัวแล้วผมชอบหนังสือเล่มนี้นะครับ และคงต้องหยิบมาดูคำแนะนำแต่ละส่วนซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง

อ่านจบแล้วผมคงต้องจัดสรรเวลาใหม่ ต้องสร้าง Output ให้มากขึ้น แชร์ให้ผู้อื่นได้อ่านได้เห็นผลงานเพื่อรับ Feedback และที่สำคัญต้องทำทุกวัน

Categories
หนังสือ

สรุปหนังสือ Effortless Reading

effortless_reading_book

ผมอ่านเล่มนี้แล้วชอบมาก หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดที่จะช่วยให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดสำคัญ
คือ

  1. เข้าใจจุดแข็งและสถานะการณ์ของตนเอง มีผลกับการเลือกอ่านหนังสือของแต่ละคน หนังสือที่คนอื่นแนะนำว่าดีอาจจะไม่ใช่หนังสือที่เหมาะกับตนเอง
  2. อ่านหนังสือภายใต้แนวคิดแบบ “Gold Miner Mindset” หนังสือบางประเภทไม่ต้องอ่านทั้งเล่ม เพราะมีแนวคิดหลักเพียง 2-3 อย่างเท่านั้น หาแนวคิดเหล่านั้นให้พบอย่างรวดเร็ว
  3. สร้างนิสัยในการอ่าน ด้วยแนวคิดและเทคนิคต่างๆที่นำเสนออยู่ในหนังสือ
Categories
หนังสือ

#52Books : (1) ทำน้อยได้มาก

ทำน้อยได้มาก - The power of LESSทำน้อยให้ได้มาก (The Power of Less)
เคล็ดลับที่คนทำงานยุ่งตลอดเวลาไม่เคยรู้ เพราะการทำงานไม่ได้หมายถึงผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นเสมอไป
ผู้เขียน Leo Babauta
ผู้แปล วิกันดา พินทุวชิราภรณ์
Categories
ธุรกิจ หนังสือ

25 หนังสือทางธุรกิจที่ควรอ่าน (ได้เวลาเสียตังค์อีกแล้วสิ)

Business Books In One Sentence v.2_02

ที่มา: http://www.businessinsider.com/famous-business-book-summaries-2014-5