“ผมรู้ว่า ถึงแม้จะไม่สําเร็จ ผมก็ไม่เสียใจ แต่ผมมั่นใจว่าผมเสียใจแน่นอนถ้าไม่ได้ลองลงมือทํา”
“I knew that if I failed, I wouldn’t regret that, but I knew the one thing I might regret is not trying”

ข้อความที่คล้ายกับใช้จีบสาวแบบนี้ ก็ใช้สําหรับ startup ได้เหมือนกัน!

– Jeff Bezos, Amazon

– ข้อคิดดีๆจาก Jeff Bezos –

คำถามสะท้านโลก – คำถามสั้นๆ บางครั้งถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโลกได้

บทความนี้ผมจึงขออนุญาตเล่นสนุกกับท่าน โดยจะนำคำถามสะท้านโลกทางเศรษฐศาสตร์ และการตลาดมาให้ท่านช่วยลองตอบ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่สร้างความฉงนสงสัยให้แก่นักวิชาการมาแล้วทั่วโลก แถมช่วยแสดงให้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ บางอย่างของผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ
ก่อนจะเริ่มอ่านต่อไป ขอเรียนว่ากรุณาอย่าเหลือบตาลงไปดูเฉลยก่อนตอบเชียวนะครับ…แฮ่ม

คำถามแรก

1.1 จงเลือกระหว่าง ข้อ ก. รับเงิน 90,000 บาทแบบไม่ต้องลุ้น กับ ข้อ ข. โอกาส 90% ที่จะได้เงิน 100,000 บาท

1.2 จงเลือกระหว่าง ข้อ ก. เสียเงิน 90,000 บาทแบบไม่ต้องลุ้น กับ ข้อ ข. โอกาส 90% ที่จะเสียเงิน 100,000 บาท

เฉลย

ในทางทฤษฎีความน่าจะเป็นนั้นทางเลือก ก. และข. ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นคำตอบของคำถามข้อนี้ก็ควรจะเป็นว่า “ฉันคิดไม่ตก เลือกไม่ถูก” ส่วนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คลาสสิคนั้นคาดการณ์ว่าหากท่านเลือก ทางเลือกใดใน 1.1 แล้วก็ควรจะเลือกทางเลือกเดียวกันใน 1.2 ด้วย

แต่หากว่าท่านเลือก “ข้อ ก. ใน 1.1 และ เลือกข้อ ข. ใน 1.2” แบบไม่ต้องคิดให้ปวดขมองอย่างที่ทฤษฎีทั้งสองคาดการณ์ไว้ ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะคนส่วนใหญ่ก็เลือกข้อ ก. และ ข. ตามลำดับเช่นกัน

ศาสตราจารย์ Amos Tversky และ Daniel Kahneman อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า ผู้บริโภคจะ ”หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” เมื่อรู้สึกว่าตนเองจะ “ได้” รับประโยชน์ แต่ผู้บริโภคคนเดิมจะกลายร่างเป็นพวก ”ชอบเสี่ยง” เมื่อต้องเผชิญกับโอกาสที่จะ “สูญเสีย” ประโยชน์

คำถามสะท้านโลกสั้นๆ นี้ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์สำคัญ Prospect theory ที่ทำให้ ศาสตราจารย์ Kahneman ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 2002

ในทางการตลาด แนวคิดนี้ถูกต่อยอดไปจนสามารถอธิบาย “ความรู้สึกที่แตกต่างกันของการได้รับกับการสูญเสีย” ได้อย่างมาก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขอให้ท่านลองตอบคำถามข้อถัดไปดูครับ

คำถามที่สอง

2.1 หากท่านได้รับเงิน 10,000 บาทฟรีๆ ในตอนนี้ท่านจะรู้สึกดีเท่าใด จาก 1 ถึง 10 (1 = น้อยที่สุด : 10 = มากที่สุด)

2.2 หากในตอนนี้ท่านล้วงกระเป๋าแล้วพบว่าเงินของท่านหล่นหายไป 10,000 บาท ท่านจะรู้สึกแย่แค่ไหน จาก 1 ถึง 10 (1 =น้อยที่สุด : 10 = มากที่สุด)

เฉลย

ในทางเศรษฐศาสตร์คลาสสิค ความรู้สึกดีที่ได้เงินกับความรู้สึกแย่ที่สูญเสียเงินจำนวนเดียวกัน “ควรจะเท่ากัน”

อย่างไรก็ตามจากการทดลองปรากฏว่า ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎี คนส่วนใหญ่ “รู้สึกแย่จากการสูญเสียมากกว่ารู้สึกดีจากการได้เงินจำนวนเดียวกัน” ประมาณ 2 เท่า

เรื่องนี้ใช้อธิบายพฤติกรรมของนักกอล์ฟได้ดีว่าทำไมจึงตั้งใจตีมากกว่าโดยอัตโนมัติเมื่อต้องการ save par (เพราะไม่ต้องการ “เสีย” คะแนน) เมื่อเทียบกับการจะทำ birdie (เพราะเป็นเพียงการ “ได้” คะแนนเพิ่ม)

จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ทราบกว่าการชดเชยความผิดพลาดทางการตลาดนั้นต้อง “ชดเชยมากกว่าสิ่งที่ลูกค้าสูญเสียไป” เป็นเท่าตัว จึงจะเรียกศรัทธาลูกค้ากลับคืนมาได้ ดังนั้นคำแนะนำอย่างหนึ่งทางการตลาดก็คือ ต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทางการตลาดทั้งหลายให้มากที่สุด เพราะ “การแก้ปัญหานั้นราคาแพงระยับ”

คำถามที่สาม

คุณญาญ่าญิ๋งอายุ 31 ปี เป็นคนช่างพูดช่างคุย เฉลียวฉลาด และโสด จบการศึกษาด้านสังคมวิทยา ตั้งแต่เล็กยันโตคุณญาญ่าญิ๋งสนใจใฝ่รู้ในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม จึงได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมอาสาสมัครต่างๆ ที่ช่วยปัญหาทางสังคมหลายแห่ง
จากข้อมูลข้างต้น ข้อใดต่อไปนี้น่าจะมีความเป็นได้มากที่สุด

ก. คุณญาญ่าญิ๋งเป็นพนักงานธนาคาร
ข. คุณญาญ่าญิ๋งเป็นพนักงานธนาคารที่สนใจเรื่องสิทธิสตรี

เฉลย

ตามหลักการทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ นั้น “ข้อ ก. มีความเป็นไปได้มากกว่า” หรือย่างน้อยก็เท่ากับข้อ ข. ทั้งนี้เพราะพนักงานธนาคารที่สนใจเรื่องสิทธิสตรีทุกคนล้วนเป็นพนักงานธนาคาร แต่พนักงานธนาคารทุกคนไม่จำเป็นต้องสนใจสิทธิสตรี

แต่จากการทดลองกับนักศึกษาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัย Stanford พบว่า “ร้อยละ 85 กลับไปเลือกข้อ ข.”

ศาสตราจารย์ Tversky และ Kahneman เจ้าเก่าอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นกระบวนการของสมองมนุษย์ที่ต้องการความเร็ว จึงตัดคำถามส่วนที่เหมือนกันคือ “คุณญาญ่าญิ๋งเป็นพนักงานธนาคาร” ออก เหลือเพียงส่วนที่ต่างกัน คือ “คุณญาญ่าญิ๋งสนใจเรื่องสิทธิสตรีหรือไม่” ซึ่งจากข้อมูลที่ให้มาข้างต้นก็น่าจะใช่ จึงเลือกตอบข้อ ข.

ในทางการตลาด หากสินค้าของท่านอ้างว่ามีคุณสมบัติเช่นเดียวกับของสินค้าคู่แข่งอย่างครบถ้วนแถมสินค้าของท่านยังมีคุณสมบัติอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยแล้ว ไม่เพียงจะสร้างความโดดเด่นทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นแถมยังจะช่วยทำลูกค้าจะมองว่าสินค้าคู่แข่ง “ไม่เหลือคุณสมบัติอะไรเลย” เนื่องจากกระบวนการ “ตัดส่วนที่เหมือนกันออกไป” ของผู้บริโภคนี่เอง

คำถามที่สี่

สมมติว่าท่านเป็นแฟนตัวยงของพี่เบิร์ด ธงไชย

4.1 ท่านจะยอมจ่ายเงินเท่าใดเพื่อซื้อตั๋วคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดที่จะจัดขึ้นในปีหน้า

4.2 หากท่านมีตั๋วคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดดังกล่าวอยู่ในมือ คนอื่นต้องจ่ายเงินเท่าใดท่านจึงจะยอมปล่อยตั๋วไป

เฉลย

ตัวเลขทั้งสองควรจะ “เท่ากัน” แต่จากการทดลองด้วยคำถามที่คล้ายกันนี้ ณ มหาวิทยาลัย Duke ในสหรัฐอมริกาพบว่า ตัวเลขที่ทำให้คนยอมขายสูงกว่าตัวเลขที่ยอมซื้อหลายเท่าตัว

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Endowment effect ซึ่งศาสตราจารย์ Richard Thaler แห่งมหาวิทยาลัย Chicago อธิบายไว้ว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของจะทำให้มูลค่าของสินค้าสูงขึ้นในใจผู้บริโภคอยากก้าวกระโดด

กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ คือ การรับประกันความพึงพอใจ คืนเงินใน 30 วัน “จากสถิติพบว่าลูกค้าจำนวนน้อยมากที่จะคืนสินค้าหลังจากซื้อไปแล้วแม้จะไม่พอใจนักก็ตาม” ทั้งนี้เพราะ “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” สร้างมูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัวให้แก่สินค้าตามหลักการข้างต้น

ท่านตอบคำถามคำถามสะท้านโลกเหล่านี้ได้ถูกต้องตามทฤษฎีกี่ข้อครับ

หากตอบถูกต้องทุกข้อ ผมขอชื่นชมว่าท่านต้องเป็นสุดยอดหัวกะทิทางการคำนวณ หากท่านตอบถูกบ้างไม่ถูกบ้างผมก็ขอคารวะท่านในฐานะที่เป็นผู้ที่คิดได้อย่างเหตุเป็นผลอย่างร้ายกาจ

แต่หากท่านตอบ “ผิด” ทุกข้อ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยเพราะว่าท่านถือเป็นปุถุชนคนปกติ เช่นเดียวกับตัวผมเองซึ่งตอบไม่ถูกเลยสักข้อเดียว

ขอขอบคุณอาจารย์Jake https://www.facebook.com/marketing1081009

ปรัชญาหมากล้อม


“ชนะได้ โดยไม่คิดเอาชนะ”

หมากล้อม(โกะ)เป็นเกมคลาสสิคซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ศิลปะประจำชาติของประเทศจีน เป็นเกมที่มีกฏเรียบง่าย แต่พลิกแพลงได้มากมาย เป็นหมากกระดานชนิดเดียวที่คอมพิวเตอร์ยังชนะคนยังไม่ได้ ถ้าจะหัดให้เล่นเป็นก็ใช้เวลาไม่นานครับ สนุกมากด้วย และยังแฝงปรัชญาในการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตไว้มากมาย ดังนี้ครับ

-หมากล้อม ถ้าจะเล่นให้เป็นใช้เวลาแค่ไม่นาน แต่ถ้าจะเล่นให้เก่ง ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต

-ให้เกียรติฝ่ายตรงข้าม

-ให้เกียรติฝีมือฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะไม่ดีแค่ไหนก็ตาม

-เรียนหมากล้อมด้วยการหาเพื่อน

-หาเพื่อนด้วยการสอนหมากล้อม

-เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่แย่ ปล่อยวาง

-ขี่หลังสือแล้วลงยาก

-มังกรใหญ่ตายยาก

-กำหมัดก่อนชก

-หาทางออก ก่อนทางอื่น

-คนรวยไม่ควรหาเรื่อง

-อย่าออกไปตกปลา ถ้าบ้านไฟไหม้

-อย่าโยนไข่ใส่กำแพง

-จุดสำคัญของคู่ต่อสู้ก็คือจุดสำคัญของเราด้วย

-เราเล่นหมากล้อมอย่าให้หมากล้อมเล่นเรา

-แพ้ให้ครบ 50 เกมให้เร็วที่สุด

-พี่น้องในสายเลือด เดินทางเดียวกันไม่ได้ (เพราะถ้ามีคนหนึ่งได้ อีกคนจะเสีย)

-คุณต้องโดนชกถึงสิบครั้ง คุณถึงจะมองเห็นหมัด คุณต้องโดนชกถึงยี่สิบครั้ง คุณถึงจะป้องกันมันได้

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดความรู้มากมายดังนี้

-หมากล้อมเป็นเกมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังเล่นกันอยู่ อยู่ที่ประมาณ 2500-3000 ปี

-หมากล้อมเป็นเกมที่มีคนเล่นมากเป็นอันดับที่สองของโลก (อันดับที่หนึ่งคือหมากรุกจีน)

-หมากล้อมนั้นง่ายพอที่เด็กอายุสี่ขวบจุะเรียนรู้ได้ แต่ยากเกินไปที่คอมพิวเตอร์จะเอาชนะมนุษย์ที่มีฝีมือได้

-เชื่อกันว่าความเป็นไปได้ในเกมหมากล้อมนั้นมากกว่าจำนวนอะตอมในจักรวาล

-หมากล้อมถูกพิจารณาให้เป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดของโปรแกรมเมอร์ในการทำปัญญาประดิษฐ์

-หมากล้อมป้องกันโรคสมองเสื่อมและอาจลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์

-หมากรุกใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก แต่หมากล้อมใช้สมองทั้งสองซีก

 

ถ้าใครอยากหัดเล่นก็ลองหาหนังสือมาอ่านดู หรืออ่านตามอินเทอร์เน็ตก็ได้ แต่จะไม่ค่อยละเอียด แนะนำให้หาหนังสือมาอ่าน จะได้แนวคิดในการเล่น พอเข้าถึงมันแล้วก็จะเข้าใจเองครับว่ามันสนุกยังไง

playok.com อันนี้เล่นออนไลน์ฟรีครับ

senseis.xmp.net เว็บนี้เป็นแหล่งความรู้ที่ดีมาก ถ้าศึกษาหมดเว็บนี้ได้เป็นเซียนหมากล้อมแน่นอน

eidogo.com รวมสูตรมุม

นอกจากนี้ยังแนะนำบล็อกของพี่ @roofimon ได้เขียนเกี่ยวกับความรู้สึกเกียวกับการเริ่มเล่นหมากล้อมไว้อย่างดีที่ http://www.roofimon.com/2012/06/07/go/

ไว้มาเล่นกันเยอะๆนะครับ

 

Credit : http://senseis.xmp.net ผ่านทาง http://www.joinstick.net/story/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1.html

How to focus on doing your Startup – Anna Vital

 

 

  1. หยุดการเช็คอีเมล์ – ไม่ต้องเช็คมากหรอก วันละครั้งก็พอ
  2. ใช้มือถือเท่าที่จำเป็น
  3. หยุดการเรียน(ในห้องเรียนและตำรา) – เวลาเรียนจบแล้ว ถึงเวลาต้องลงมือทำ (แต่ยังต้องศึกเรียนรู้ตลอดเวลา)
  4. โฟกัสที่ความสำเร็จของเราเอง – ความสำเร็จของคนอื่นอาจใช้กับเราไม่ได้
  5. รู้ค่าของเวลา – เราสามารถมุ่งความสนใจกับสิ่งที่ทำให้ได้ 2 ชม.
  6. ตัดสิ่งรบกวน – ตัดสิ่งรบกวน
  7. คิด – หาเวลา 30 นาทีต่อวัน เพื่อคิดในภาพรวม และจุดหมายปลายทาง
  8. หาพวกเดียวกัน – หา, ใช้เวลาร่วมกับ startup คนอื่น จะช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำมากขึ้น
  9. หยุด – ไม่ต้องพยายามไปไหน อย่าพยายามวิ่งหนีตัวเอง

กินเจ…กินเนื้อ – “กบ” กับ “คางคก” โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท

กินเจ…กินเนื้อ – “กบ” กับ “คางคก”
โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท

วันหนึ่งมีคนมาถามหลวงพ่อชา เกี่ยวกับเรื่องการกินเจ กับการกินอาหารเนื้ออาหารปลาต่างกันอย่างไร อย่างไหนถูก อย่างไหนผิด

ท่านตอบว่า

“เหมือนกบกับคางคกนั่นแหละ โยมว่ากบกับคางคกอย่างไหนมันดีกว่ากัน

ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่ได้เป็นอะไร ในจิตของท่านไม่มีอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว

การบริโภคอาหารเป็นสักแต่ว่าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้คงอยู่ได้ ท่านไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร ไม่ให้ติดอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่ให้บริโภคด้วยตัณหา นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว

ถ้าคนกินเนื้อไปติดอยู่ในรสชาติของเนื้อ นั่นเป็นตัณหา ถ้าคนไม่กินเนื้อ พอเห็นคนอื่นกินเนื้อก็รังเกียจและโกรธเขา ไปด่าว่านินทาเขา เอาความชั่วของเขาไปไว้ในใจตัวเอง นั่นก็เป็นคนโง่กว่าเขา ทำไปตามอำนาจของตัณหาเหมือนกัน

การที่เราไปโกรธเกลียดเขานั้น มันก็คือผีที่สิงอยู่ในใจเรา เขากินเนื้อเป็นบาปเราโกรธเขา เราก็เป็นผีเป็นบาปอีกเหมือนกัน มันยังเป็นสัตว์อยู่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่เป็นธรรมะ อาตมาจึงว่าเหมือนกบกับคางคก

แต่ทางที่ถูกนั้น ใครจะกินอะไรก็กินไป แต่ให้มีธรรมะ คนกินเนื้อ ก็อย่าเห็นแก่ปากปากท้อง อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนเกินไป อย่าถึงกับฆ่าเขากิน ส่วนคนกินเจก็ให้เชื่อมั่นในข้อวัตรของตัวเอง เห็นคนอื่นกินเนื้ออย่าไปโกรธเขา รักษาตัวเราไว้ อย่าให้คิดอยู่ในการกระทำภายนอก พระเณรในวัดนี้ของอาตมาก็เหมือนกัน องค์ไหนจะถือข้อวัตรฉันเจก็ถือไป องค์ไหนจะฉันธรรมดาตามมีตามได้ก็ถือไป แต่อย่าทะเลาะกัน อย่ามองกันในเง่ร้าย อาตมาสอนอย่างนี้ ท่านก็อยู่ไปด้วยกันได้ ไม่เห็นมีอะไร

ให้เข้าใจว่า ธรรมะที่แท้นั้น เราจะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา ทางปฏิบัติที่ถูกก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเราสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไว้ดีแล้ว จิตก็จะสงบ และปัญญาความรู้เท่าทันสภาพของสังขารทั้งหลาย ก็จะเกิดขึ้น จิตใจก็เบื่อหน่ายจากสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ทั้งหลาย วิมุตตก็เกิดขึ้นเท่านั้น”

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
จากหนังสือ “ใต้ร่มโพธิญาณ”

เมื่อไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำสุด จะส่งผลกระทบต่อคุณอย่างไร? by อภิศิลป์ ตรุงกานนท์

ไปเจอกราฟอัตราการว่างงานของแต่ละประเทศในเว็บฝรั่ง ข้อมูลในกราฟบ่งบอกว่าไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำสุด คือในประชากร 100 คน มีคนว่างงานไม่ถึง 1 คน ข้อมูลนี้บอกอะไรเราบ้าง? และอัตราการว่างงานที่ต่ำแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อเรายังไง?

อัตราการว่างงานของประเทศต่างๆ

ถ้าคุณเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือรับค่าจ้างรายวัน ช่วงนี้คุณมีโอกาสเลือกงานได้ค่อนข้างมาก มีคนฝากให้ผมช่วยหาคนทำงานด้าน Digital Marketing อยู่บ่อยๆ แต่บอกตามตรงว่าผมไม่รู้จะหาจากที่ไหนเหมือนกัน ใครที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้ เรียกได้ว่ามีบริษัทหลายสิบแห่งที่อ้าแขนรอรับคุณอยู่เลย

ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างมืออาชีพ และกำลังมีแผนการลงทุนเพื่อขยายกิจการซึ่งจะต้องรีครูทคนเข้ามาเยอะ คุณควรนำปัจจัยเรื่องการหาคนไม่ได้ไปพิจารณาด้วย เพราะมันอาจทำให้แผนงานของคุณล่าช้ากว่าที่คิด บริษัทผมพยายามรีครูทโปรแกรมเมอร์เข้ามาหลายตำแหน่งมาก ซึ่งก็ยากกว่าที่คิดไว้เยอะ

ถ้าคุณเป็นฝ่าย HR ของบริษัท คุณจะรีครูทคนได้ยากขึ้น และยังต้องพยายามดึงคนเก่าไว้ไม่ให้ไหลไปที่อื่น อาจจะต้องจัดหาสวัสดิการที่ดึงดูดใจมากขึ้น หรือไม่ก็ใช้วิธีส่งคนไปฝึกอบรมพร้อมจับเซ็นสัญญาว่าต้องทำงานให้กี่ปี

ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ รับจ้างทำงานให้บริษัทอื่นๆ ช่วงนี้คือเวลาทองของการทำเงิน ลูกค้าของคุณหาคนทำงานประจำให้ไม่ได้ก็ต้องพึ่งพาเอาต์ซอร์ส ปัญหาคือคุณจะรับมือกับปริมาณงานที่ทะลักเข้ามาอย่างไรในเมื่อคุณมีเวลาอยู่จำกัด ผมจ้างผู้รับเหมาทำบิ๊วท์อินที่คอนโด ปรากฎว่างานเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด เพราะผู้รับเหมารับงานไว้หลายห้อง เลยต้องแบ่งช่างไปทำห้องอื่นด้วย

ถ้าคุณคิดจะเป็นผู้ประกอบการ SME และต้องหาลูกน้องมาช่วยงาน เช่น อยากเปิดร้านอาหารเล็กๆ ต้องการเด็กมาช่วยงานสัก 4-5 คน ผมว่าคุณอย่าเพิ่งคิดดีกว่า เพราะธุรกิจเล็กๆ หาคนลำบากกว่าธุรกิจใหญ่ ลองคิดว่าจะทำคนเดียวยังไง หรือไม่ก็ชวนเพื่อนๆ มาทำด้วยกันดีกว่า

ถ้าคุณเป็นลูกค้าของธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ให้ทำใจว่างานจะเสร็จล่าช้าและอาจมีปัญหาด้านคุณภาพ ตอนนี้มีโครงการคอนโดหลายๆ ที่สร้างเสร็จไม่ทันตามกำหนด เพราะขาดแคลนแรงงาน รวมถึงนโยบายค่าแรง 300 บาทที่ทำให้ต้นทุนของโครงการสูงขึ้น ทำให้โครงการใช้วิธีจ้างช่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีฝีมือด้อยกว่า ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพงานตามมา

ส่วนตัวผมมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ การเป็นลูกจ้างและรับงานฟรีแลนซ์ไปด้วย ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ คุณยังมีความมั่นคงทางรายได้ทุกเดือน และมีสวัสดิการในแบบที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ขณะที่คุณก็ยังมีโอกาสรับงานนอกมาทำในช่วงเวลาว่างเพื่อสร้างรายได้เสริมได้ด้วย แต่ผมไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานแบบนี้จะคงอยู่อีกนานแค่ไหน และ AEC จะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญหรือเปล่า

 

ที่มา: http://macroart.net/2013/07/how-lowest-unemployment-rate-of-thailand-affect-to-you/

5 วิธีเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์ by อภิศิลป์ ตรุงกานนท์

พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกโตขึ้นมาเป็นหมอ วิศวกร นักกฎหมาย นักการเงิน แต่ในโลกยุคไอที เชื่อว่ามีพ่อแม่หลายคนที่อยากให้ลูกโตขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์ เพราะอาชีพนี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่มนุษย์ต้องการซอฟต์แวร์ใหม่ๆ บนอุปกรณ์ที่หลากหลาย คำถามคือพ่อแม่ควรเลี้ยงลูกยังไงให้โตขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์?

ออกตัวก่อนว่านี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะผมถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของตัวเองว่าเติบโตขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์ได้ยังไง ซึ่งไม่ได้แปลว่าถ้าทำตามแล้วลูกจะโตขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์ได้จริง เพราะเด็กแต่ละคนต่างก็มีความสนใจที่ไม่เหมือนกัน เพียงแต่ถ้าเขามีหัวที่จะมาทางด้านนี้ได้ และได้รับการส่งเสริมจากพ่อแม่ ก็จะช่วยให้เขาค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้น

1. สร้างจินตนาการด้วยตัวต่อเลโก้

เลโก้เป็นของเล่นสุดโปรดของเด็กที่มีแววว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นวิศวกร บรรดาวิศวกรซอฟต์แวร์ (โปรแกรมเมอร์) ที่ Google ล้วนเติบโตขึ้นมากับตัวต่อเลโก้ ผมเล่นเลโก้ตั้งแต่ตอนอยู่ประถม รอบแรกจะต่อตามแบบก่อน จากนั้นก็รื้อแล้วเอามาต่อตามจินตนาการของตัวเอง เวลาที่หัดเขียนโปรแกรมภาษาใหม่ๆ ผมจะเริ่มจากการเขียนตามตัวอย่างแล้วทำความเข้าใจไปทีละบรรทัดก่อน จากนั้นถึงจะตั้งโจทย์สนุกๆ ให้ตัวเองทำ

Elo Rating System ที่ใช้ใน Facemash

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Social Network ก็จะทราบว่าสมัยที่ Mark Zuckerberg ยังเรียนอยู่ และยังไม่ได้ทำ Facebook เขาเคยทำเว็บ Facemash มาก่อน ด้วยการรวบรวมรูปภาพของนักศึกษาหญิงใน Harvard แล้วนำมาสุ่มประกบคู่กัน ให้นักศึกษาชายเข้าไปเลือกว่าคนไหนสวยกว่ากัน จากนั้นก็จัดอันดับสาวๆ ทั้งหมดว่าใครเป็นเบอร์หนึ่ง ใครนึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ลองเข้าไปเล่นที่ Facemash.com.auเป็นเว็บที่มีคนทำขึ้นมาเพื่อล้อกับหนัง

เบื้องหลังของเว็บ Facemash มีอัลกอริธึมที่ในหนังแสดงให้เห็นว่า Mark ถามจากเพื่อน และเพื่อนจึงเขียนสูตรคณิตศาสตร์ลงบนหน้าต่าง เจ้าสูตรที่ว่านี้มีชื่อว่า Elo Rating System

EA=1/(1+10(RB−RA)/400)

คนที่คิดค้นสูตรนี้คือ Arpad Elo เป็นอาจารย์ด้านฟิสิกส์ สูตรนี้ถูกใช้ในเกมการแข่งขันหลายๆ อย่าง เช่น หมากรุก ฟุตบอล อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล รวมถึงเกมคอมพิวเตอร์หลายๆ เกม

Elo Rating System เป็นสูตรสำหรับคิดคะแนนของการแข่งขันแบบ 1 ต่อ 1 โดยนำระดับความสามารถของแต่ละฝ่ายมาเป็นปัจจัยในการคิด อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ ถ้าคนที่แกร่งกว่ามาแข่งกับคนที่อ่อนกว่า ถึงแม้คนที่แกร่งกว่าจะชนะ แต่เขาก็จะได้คะแนนเพิ่มไม่มาก แต่ถ้าคนที่อ่อนกว่าเกิดชนะคนที่แกร่งกว่าขึ้นมา แบบนี้คนที่อ่อนกว่าจะได้คะแนนเพิ่มเยอะมาก และคนที่แกร่งกว่าก็จะเสียคะแนนลงไป เมื่อการแข่งขันผ่านไปหลายแมทช์ ระบบนี้จะได้คนที่แกร่งจริงๆ ขึ้นมาเป็นผู้นำ ไม่ใช่คนที่แกร่งเพราะจับฉลากได้สายอ่อน เจอแต่คู่ต่อสู้กระจอกๆ จนเข้ารอบชิง

7 of 18
34567891011