มันไม่ง่ายเลยที่จะออกแบบ UX ที่ดี

การที่จะสร้างอะไรซักอย่างที่ให้  UX ที่ดีแก่ผู้ใช้ได้นั้น ต้องใช้ความรู้มากมายหลายสาขา คิดในหลายแง่มุม ต้องทดลองและปรับเปลี่ยนมากมาย แต่ถ้าเริ่มด้วยการใส่ใจ ผมว่าไม่มีอะไรยากจนเกินไป

10465427_10204482695014187_1933799007949620547_o

รอจน perfect เลยไม่เสร็จซักที

วันนี้อ่านบล็อกคุณเนย http://nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=717 ได้ข้อคิดมา 2 อย่าง

  1. โปรแกรมเมอร์ที่เก่งระดับเฉลี่ย จะโหยหาความสมบูรณ์แบบ แต่คนที่เก่งจริงเค้าไม่สนใจตรงนี้แล้ว
  2. ทำแค่พอใช้ได้ แล้ว delivery เลย จากนั้นปรับปรุงเรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้ perfect ก่อน

ทำไมประเทศอื่นเก่งกันจัง?

ทำไมประเทศจีนมันเก่งจังวะ อ๋อ เพราะคนมันเยอะไง มีตัวเลือกเยอะ
ทำไมประเทศสิงคโปร์มันเก่งจังวะ อ๋อ เพราะคนมันน้อยไง เลยพัฒนาง่าย

จะเขียนใหม่ หรือ ปรับปรุงโค้ดเดิม?

พี่รูฟเขียนได้น่าสนใจดี www.roofimon.com/2014/07/31/ปรับปรุง/ เลยกลับมาดูงานที่ทำอยู่ ปกติผมเป็นคนชอบเขียนเฟรมเวิร์คใช้เองเพราะมันสนุก ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และภูมิใจด้วย แต่มันก็มีข้อเสียที่มันไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่มีคนอื่นเค้าใช้กัน มีอะไรต้องแก้อีกเยอะ หากต้องแก้เล็กๆน้อยๆก็ไม่เป็นไร แต่หากต้องแก้สถาปัตยกรรมของมันจะกลายเป็นเรื่องยากทันที ผมเลยชอบเขียนใหม่ขึ้นมาอีกตัว ทำให้ผมมีเฟรมเวิร์กที่เขียนเองหลายตัวมาก และสถาปัตยกรรมกับการใช้งานไม่เหมือนกันเลย บางตัวใช้ง่ายแต่ไม่ยืดหยุ่น บางตัวยืดหยุ่นใช้ทำอะไรก็ยากจนบางทีใช้ไม่เป็นทั้งๆ ที่เขียนขึ้นมาเอง สงสัยผมต้องค่อยๆแก้แต่ละตัว ค่อยๆ รวมสิ่งดีๆของแต่ละตัวเข้าด้วยกันซะแล้ว

ท้าทาย และน่าสนุก

12 ออฟฟิศสุดเจ๋ง

ผมชอบดูมากเลย พวกรูป Office สวยๆเนี่ย ผมว่าคิดว่าการได้ทำงานในสถานที่แบบนั้น มันทำให้เรารู้สึกมีความสุข, สงบและปลอดภัย แล้วไอเดีย และผลงานดีๆ ก็จะตามมา

ที่มา: http://www.boredpanda.com/coolest-offices-in-the-world/

Selgas Cano Architecture Office

Image credits: iwan.com

Image credits: iwan.com

Image credits: iwan.com

Google

Image credits: officesnapshots.com

ทำได้ดีที่สุดแค่นี้เหรอ

คนทำงานหลายคนทำงานแค่เพียงเสร็จๆไป ขอแค่ product ทำงานตามฟังก์ชั่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าดีพอแล้ว คุณต้องใช้ใจด้วยนะ คิดถึงใจผู้ใช้ด้วยจะดีมากเลย ~ GolFz

ที่มาของเรื่อง  http://tzit.wordpress.com/2014/07/15/ทำได้ดีที่สุดแค่นี้เหร/ –>

ขอผมเล่าเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง วันหนึ่งจ็อบส์แวะไปที่ห้องทำงานขอ หัวหน้าแผนกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์แมคอินทอช “บู๊ตเครื่อง” เขาสั่ง เขาหมายถึงเครื่องต้นแบบที่กำลังอยู่ในขั้นพัฒนา ซึ่งจะกลายเป็นการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในอีกไม่ช้า

ต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าเครื่องจะเริ่มทำงาน นั่นเพราะมันต้องทดสอบหน่วยความจำ ออกคำสั่งให้ระบบปฏิบัติการทำงาน และหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ต้องให้มันบู๊ตเร็วกว่านี้” จ็อบส์พูดจบก็เดินจากไป

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา หลังจากทุ่มเททำงานหนักเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ วิศวกรคนนั้นภูมิใจมากที่จะนำเสนอผลงานให้เจ้านายดูว่าสามารถจัดการลดระยะ เวลาในการบู๊ตเครื่องได้แล้ว

“ทำให้ดีที่สุดแค่นี้เหรอ” จ็อบส์ถามก่อนจะหันขวับและลุกออกไปทันที

หลังจากอดหลับอดนอนมาหลายคืน ทีมพัฒนาเครื่องแมคอินทอชก็สามารถทำให้ระยะเวลาในการบู๊ตเครื่องลดลงได้อีก หน่อย เขาเข้าไปพบจ็อบส์อีกรอบ แต่เจ้านายยังไม่พอใจอยู่ดี ทว่าแทนที่จะตำหนิหรือต่อว่า จ็อบส์แค่จ้องมองเจ้าเครื่องต้นแบบ สายตาเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิด พอวิศวกรอ้าปากจะอธิบายว่าพวกเขาอาจพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ จ็อบส์ก็แทรกขึ้น

“ผมกำลังคิดอยู่ว่า” เขาบอกด้วยน้ำเสียงดูตื่นเต้น “จะมีคนใช้เครื่องแมคอินทอชมากแค่ไหน ล้านคน ไม่สิ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผมพนันได้เลยว่าจะต้องมีคนห้าล้านคนเปิดเครื่องแมคอินทอชอย่างน้อยวันละ ครั้ง อืม…สมมุติว่าคุณลดเวลาบู้ตเครื่องลงได้สิบวินาที คูณด้วยจำนวนผู้ใช้ห้าล้านคน นั่นเท่ากับห้าสิบล้านวินาทีต่อวัน ถ้าหนึ่งปีนี่เท่ากับชีวิตคนเพียบเลยนะ ถ้าคุณทำให้บู๊ตเร็วขึ้นได้อีกสิบวินาที คุณจะประหยัดเวลาไปได้หลายชีวิตเลยล่ะ”

จ็อบส์สรุปด้วยคำพูดว่า “มันคุ้มค่ามากที่ลดเวลาลงอีกสิบวินาที!

เดิมทีทีมวิศวกรแมคอินทอชก็ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่พวกเขาได้แรงบันดาลใจแล้ว ไม่สิ…พวกเขาได้แรงผลักดันจากพลังปรารถนาอันแรงกล้าของเจ้านายซึ่งต้องการ ช่วยมนุษยชาติประหยัดเวลาที่ต้องเสียเปล่าไปหลายพันล้านวินาที ทีมงานรับปาก กับตัวเองอีกครั้งว่าจะต้องทุ่มเทให้มากกว่านี้และภายในไม่กี่วัน พวกเขาสามารถสามารถลดระยะเวลาในการบู๊ตเครื่องลงอีกสิบวินาทีได้จริง

สตีฟจ็อบส์ จากโลกนี้ไปด้วยวัย 56 ปี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2011 และด้วยแรงขับบวกกับความคิดริเริ่ทสร้างสิ่งใหม่ๆ ของเขาที่ไม่มีใครเทียบ แอปเปิ้ลจึงกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ต้องขอบคุณจ็อบส์กับคำถามของเขาที่ว่า “ทำได้ดีที่สุดแค่นี้เหรอ” ซึ่งซึมซาบจนกลายเป็น วัฒนธรรมองค์กรของที่นั่นไปแล้ว

จากหนังสือ “คำถามฉุกคิด เปลี่ยนชีวิตทั้งคนถามและคนตอบ”

เปลี่ยนแนวทางของบล็อก

ก่อนหน้านี้บล็อกนี้ผมอยากบันทึกอะไรมักจะใช้วิธี ก๊อป-แปะ เพื่อกลับมาอ่านทีหลังเป็นหลัก ไม่เขียนอะไรลงไป จากนี้ไปจะเปลี่ยนแนวทางแล้ว จะเขียนสิ่งที่คิดเป็นหลัก ถ้าจะแปะอะไร จะเขียนสิ่งที่คิดก่อน แล้วตามด้วยสิ่งที่ทำให้คิดในเรื่องนั้นๆ แทน

พฤติกรรมอัจฉริยะโลก พวกเขามีนิสัยดีนิสัยเสียอย่างไรบ้าง?

ผมเคยอ่านหนังสือหลายเล่มบอกว่าเราอยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร ให้หาต้นแบบแล้วทำตามเค้า ใช้ชีวิตเหมือนเค้า แล้วเราจะประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการ แต่ผมว่าบางครั้งเราควรพิจารณาด้วยว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เลือกแต่สิ่งดีๆ สิ่งไม่ดีอย่าไปทำเลย

ที่มาของความคิด –>

เราเคยได้ยินทริคมากมายในการพัฒนาสมอง เรียนให้เก่ง อาหารเสริมไอคิว บลา บลา บลา อย่ามัวแต่ฟังแต่ทริคอยู่เลย ลองมาดู Facts ว่าจริงๆ แล้วเหล่าอัจฉริยะของโลกเขามีนิสัยและตัวตนอย่างไร

Online-PHD-Programs.org ทำการวิจัยเชิงสำรวจถึงพฤติกรรมที่ดีและไม่ดีต่อของเหล่าอัจฉริยะและพบว่า พวกมีไอคิวสูงมีแนวโน้มจะวางเป้าหมายในชีวิตและอ่านหนังสือมาก พวกเขายังมีแนวโน้มจะดื่มหนักและทนทรมานจากความเป็นกังวล

เพราะโลกไม่ได้มีด้านเดี๋ยว อัจริยะก็ไม่ได้บริสุทธ์และผ่องแผ้วอย่างที่เราเคยเห็นตามชีวประวัติสวยๆ ของพวกเขา ลองดูกันดีกว่าว่ามีนิสัยอะไรบ้างที่คุณและพวกเขาน่าจะเป็นเพื่อนกันได้

ใจความสำคัญ

ไอคิวโดยเฉลี่ยของคนปกติอยู่ที่ 100

เหนือค่าเฉลี่ยนอยู่ที่ 115

อัจฉริยะ 140

อัจฉริยะไม่ธรรมดา 160

พฤติกรรมที่ดี

  1. พวกเขาเป็นพวกกัดไม่ปล่อย
  2. พวกเขาวางเป้าหมาย
  3. พวกเขาเป็นนักอ่านตัวยง
  4. พวกเขามีมาตรฐานทางจริยธรรมของตัวเอง
  5. พวกเขาคิดทบทวนความคิดของตัวเอง

พฤติกรรมที่ไม่ดี

  1. พวกเขาชอบดื่มแอลกอฮอล์
  2. พวกเขาลองยาเสพติด
  3. พวกเขานอนดึก
  4. พวกเขาเป็นพวกเครียด

จำไว้ว่าแม้อัจฉริยะจะมีนิสัยเสียสุดกู่บางอย่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าพวกคุณทำบ้างแล้วจะฉลาดเหมือนพวกเขา!

habits-worlds-smartest-people

ที่มา: http://www.marketingoops.com/ads-ideas/inspiration/genius-bad-and-good-habit/

 

การใช้งาน git กับโปรเจคที่มีอยู่แล้ว

  1. สร้าง Repository ใหม่
  2. $ cd /path/of/your/local/project
  3. $ git init
  4. $ git add .
    # Adds the files in the local repository and stages them for commit
  5. $ git commit -m ‘First commit’
    # Commits the tracked changes and prepares them to be pushed to a remote repository
  6. copy the remote repository URL.
  7. $ git remote add origin <remote repository URL>
    # Sets the new remote
    $ git remote -v
    # Verifies the new remote URL
  8. $ git push origin master
    # Pushes the changes in your local repository up to the remote repository you specified as the origin
5 of 18
123456789