ภาวะผู้นำ

[เก็บไว้อ่าน] แจ็ค หม่า จาก 500 บาทเป็น 5ล้านล้านบาท สอนการใช้ชีวิตและธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อวานอ่านเรื่องของ แจ็ค หม่า ที่หลายคนแชร์กันใน facebook แล้วรู้สึกว่าชอบนะ เลยขอเก็บไว้อ่านซ้ำในคราวหลัง เพราะแม้จะเป็นเรื่องเดิม แต่อ่านคนละเวลา คนละช่วงชีวิต มันก็อาจให้แนวคิดที่ไม่เหมือนกันได้

 

ที่มา http://hackerlife.in.th/แจ็ค-หม่า-จาก-500-บาทเป็น-5ล้า/

แจ็ค หม่า จากชายผู้มีเงินเดือน 500 บาท ตอนนี้บริษัท Alibaba ของเค้ามีมูลค่ามากกว่า 5ล้านล้านบาท เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า eBay, Twitter และ LinkedIn รวมกัน เมื่อวันที่ Alibaba Group ขายหุ้น IPO เป็นวันแรก ก็ขึ้นแซง Facebook เลย! นับเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในจีนตอนนี้

วันนี้แฮกชีวิตนำคำสอนของ แจ็ค หม่า ว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตและธุรกิจได้อย่างไรบ้าง

แจ็ค หม่า: สิ่งที่ผมเสียใจที่สุด

เมื่อปีค.ศ. 2001 ผมได้ทำสิ่งผิดพลาด ซึ่งสิ่งนั้นคือ ผมได้บอก 18 คนผู้ร่วมลงเรือลำเดียวกันในการเริ่มธุรกิจกับผมว่า ตำแหน่งสูงสุดที่พวกเขาสามารถไปได้คือการทำงานในตำแหน่งระดับการจัดการเท่านั้น

ส่วนตำแหน่งประธานและตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเรานั้นเราจำเป็นจะต้องจ้างบุคคลภายนอกมาบริหารงาน แต่ไม่กี่ปีต่อมา พวกเค้าเหล่านั้นก็ลาออก…

แต่คนที่ผมสงสัยในความสามารถตั้งแต่ร่วมทุกร่วมสุขกันมาก็ขึ้นมาเป็นประธานบริหารและผู้อำนวยการ

จากนั้นจึงทำให้ผมเชื่ออยู่ใน 2 หลักการ คือ

  • ทัศนคติของคุณนั้นสำคัญกว่าความสามารถ
  • และการตัดสินใจของคุณนั้นก็สำคัญกว่าความสามารถ

แจ็ค หม่า: คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนนั้นคิดคล้ายๆกันได้หรอก แต่คุณสามารถที่จะทำให้ทุกคนนั้นไปในแนวทางเดียวกันได้ด้วยเป้าหมายเดียวกัน

อย่าพยายามแม้แต่จะคิด ว่าคุณจะทำให้ทุกๆคนคิดเหมือนๆกันได้… มันไม่มีทางเป็นไปได้!

จาก 30% ของผู้คนทั้งหมดนั้น จะไม่มีวันเชื่อคุณเลย

อย่าพยายามทำให้เพื่อนร่วมงานและพนักงานทำงานให้คุณ แต่ทำให้เค้าทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกันต่างหาก

มันง่ายกว่ามากที่จะให้บริษัทรวมใจกันอยู่ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน มากกว่าการรวมใจไปอยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

แจ็ค หม่า: อะไรที่มีในตัวผู้นำแต่พนักงานธรรมดาไม่มี

คนที่เป็นผู้นำนั้นไม่ควรนำทักษะเชิงเทคนิคไปเปรียบเทียบกับพนักงานของเค้า ซึ่งพนักงานของคุณจำเป็นต้องมีทักษะเชิงเทคนิคมากกว่าคุณ ถ้าหากเค้าไม่มี แสดงว่าคุณจ้างคนผิดแล้วล่ะ

แล้วอะไรละที่ทำให้ผู้นำโดดเด่น

  • ผู้นำนั้นควรจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าพนักงานธรรมดา
  • ผู้นำควรจะมีกล้าหาญ ยืดหยัด และความอดทนในสิ่งที่พนักงานธรรมดาไม่สามารถทำได้
  • ผู้นำควรจะมีความอึดและความสามารถที่จะยอมรับสิ่งที่ล้มเหลวได้

แน่นอนว่าคุณภาพของผู้นำที่ดีนั้นอยู่ที่วิสัยทัศน์ แรงใจและความสามารถ

แจ็ค หม่า: อย่าริยุ่งการเมือง

คุณต้องเข้าใจเสมอว่าเงินและอำนาจทางการเมืองมันอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ หากคุณอยู่ในการเมือง ก็ไม่ควรคิดเรื่องเงินอีกต่อไป หากคุณทำธุรกิจ ก็อย่าเที่ยวไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หากสองอย่างนี้เจอกันเมื่อไหร่ละก็ รอวันจบไม่สวย… :)

แจ็ค หม่า: 4 คำถามที่เด็กรุ่นใหม่ควรจะเฝ้าถามตัวเอง

ความล้มเหลวคืออะไร: การยอมแพ้นั้นเป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ความยืดหยุ่นคืออะไร: คุณจะเข้าใจความหมายของคุณก็ เมื่อคุณผ่านความยากลำบาก ผ่านความทุกข์และความผิดหวัง มาแล้วเท่านั้น

ความรับผิดชอบและหน้าที่คืออะไร: คือการที่จะต้องขยันมากขึ้น ทำงานหนักและความทะเยอทะยานกว่าคนอื่น ๆ คนโง่เท่านั้นที่ใช้ปากของพวกเขาที่จะพูด คนฉลาดใช้สมองของเขา และคนที่ปราดเปรื่องจะใช้หัวใจของเขา

แจ็ค หม่า: คนเรานั้นเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและหาประสบการณ์ชีวิต

ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงาน แต่เพื่อสนุกกับชีวิต และเราเกิดมาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้เพื่อทำงาน หากคุณใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงาน คุณจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน

ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานมากเพียงใดก็ตาม คุณจะต้องจำไว้ว่า เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต ถ้าคุณยุ่งแต่กับการทำงาน ในที่สุดคุณจะต้องเสียใจ

แจ็ค หม่า กล่าวถึง เวทีแข่งขันและการแข่งขันในธุรกิจ

  1. พวกที่บ้าแข่งขันกันอย่างระห่ำนั้นคือพวกโง่
  2. หากคุณมองทุกคนรอบตัวเป็นศัตรู ทุกคนรอบตัวคุณก็จะเป็นศัตรูของคุณ
  3. หากคุณทำการแข่งขันกับคู่แข่ง อย่าพยายามใช้ความเกลียดชัง ความเกลียดจะทำให้คุณพ่ายแพ้
  4. การแข่งขันนั้นคล้ายๆการเล่นหมากกระดานหากคุณแพ้กระดานนี้ คุณก็มีโอกาสเล่นต่อในกระดานต่อไป ดังนั้นทั้งสองฝั่งไม่ควรจะสู้กันเอง
  5. นักธุรกิจที่แท้จริงนั้นไม่ควรมีศัตรูเลย หากใครเข้าใจจุดนี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในโลกธุรกิจ

แจ็ค หม่า: อย่าจู้จี้ขี้บ่นเป็นนิสัย

ถ้านานๆครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่หากบ่นเป็นนิสัยแล้ว คุณก็จะยิ่งบ่นมากขึ้นไปอีก เปรียบได้กับดื่มน้ำทะเล ยิ่งดื่มก็ยิ่งกระหาย ดื่มไปไม่ได้ช่วยอะไร การบ่นก็เหมือนกัน การบ่นเยอะๆมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น หนทางสู่ความสำเร็จนั้น คุณจะสังเกตได้ว่าผู้ที่สำเร็จมักจะไม่ขี้บ่น…

โลกนี้จำไม่ได้หรอกว่าคุณพูดอะไรไป แต่จะไม่ลืมสิ่งที่คุณทำ

คำแนะนำของ แจ็ค หม่า สำหรับผู้ประกอบการ

  1. โอกาสที่ทุกคนไม่เห็นนั้นคือโอกาสที่แท้จริง
  2. ต้องให้พนักงานคุณมาถึงที่ทำงานด้วยรอยยิ้มเสมอ
  3. ลูกค้าต้องมาอันดับ 1, พนักงานอันดับ 2, และผู้ถือหุ้นมาอันดับ 3
  4. นำมาใช้และเปลี่ยนแปลงก่อนเทรนด์หรือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆจะเกิดขึ้น
  5. ลืมเรื่องเงิน ลืมเรื่องการหาไปเงินซะ
  6. แทนที่จะไปเสียเวลากับเทคนิคเล็กน้อยการเรียกลูกค้าใหม่ ควรมุ่งเน้นไปที่การครองใจและดูแลลูกค้าเก่า
  7. ทัศนคติของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน

แจ็ค หม่า กล่าวถึง การเป็นผู้ประกอบการ

  1. โอกาสที่ยิ่งใหญ่นั้นมักจะอธิบายชัดเจนไม่ได้ ส่วนสิ่งที่อธิบายชัดเจนได้นั้นมักจะไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุด
  2. คุณควรจะหาคนที่มาทำให้บริษัทสมบูรณ์ขึ้น โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องหาคนที่ประสบความสำเร็จ หาคนที่ใช่ ไม่ใช่หาคนที่ดีที่สุด
  3. สิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือมากที่สุดในโลกนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
  4. “ฟรี” เป็นคำที่แพงที่สุด
  5. วันนี้เป็นวันที่โหดร้าย พรุ่งนี้จะเป็นวันที่จะแย่กว่า แต่มะรืนนี้จะเป็นวันที่สวยงาม

แจ็ค หม่า: 4 สิ่งต้องห้ามของผู้ประกอบการ

  • สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเริ่มต้นธุรกิจคือ การที่ไม่สามารถจะมองเห็น ประมาท ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สามารถรักษาระดับได้
  • ถ้าคุณไม่ทราบว่าคู่แข่งของคุณอยู่ที่ไหน มั่นใจเกินเหตุและประมาทคู่แข่งเกินไป ในที่สุดคุณก็จะตามหลังเค้า

“First they ignore you, then they laugh at you, then they fight you, then you win.” อย่าเป็น “they” ในประโยคข้างต้น

  • ถึงแม้คู่แข่งของคุณยังเล็กหรืออ่อนแอ่ คุณควรประเมินเค้าอย่างจริงจังและปฏิบัติต่อเค้าเหมือนเค้าเป็นยักษ์ใหญ่
  • ในทางเดียวกัน หากคู่แข่งของคุณเป็นยักษ์ใหญ่ คุณก็ไม่ควรมองตัวเองว่าอ่อนแอ

แจ็ค หม่า กล่าวถึง การเปิดบริษัทของคุณเอง

ความหมายของการเริ่มต้นบริษัทคือ: คุณจะสูญเสียรายได้ที่มั่นคง คุณจะมีสิทธิ์หยุดได้ตามใจ จะได้โบนัสหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ อย่างไรก็ตาม มันก็หมายความว่า รายได้ของคุณก็จะไม่ถูกจำกัด คุณจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและคุณจะไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนอีกต่อไป

หากคุณมีความคิดที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของคุณก็จะแตกต่าง: ถ้าคุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่แตกต่างจากคนรอบข้างคุณ ชีวิตของคุณจะแตกต่างจากคนรอบข้างคุณ

แจ็ค หม่า กล่าวถึง เรื่องโอกาส

ถ้าหากมีข้อเสนอนึงมาแล้วคนส่วนใหญ่ตอบว่า “ใช่” เกินกว่า 90%, ผมก็จะทิ้งข้อเสนอนั้นลงถังขยะทันที

เหตุผลง่ายนิดเดียว: ถ้าหากมีคนเยอะขนาดนี้คิดว่าข้อเสนอนี้ดี แสดงว่ามีคนอีกเยอะที่กำลังทำงานนี้อยู่ และโอกาสนั้นมันก็ไม่ได้เป็นของเราแล้ว

6725861247_998c646b87_o

คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ตอบ นศ. ปริญญาเอก”ฮาร์วาร์ด” ผู้นำ 5 ระดับ แบบตะวันออก เป็นอย่างไร ?

จาก คุยกับซี.พี

ถ้าเปรียบการบริหารองค์กรเสมือนกับการทำสงคราม “ผู้นำ” ก็ปรียบเสมือน “แม่ทัพ” ที่จะต้องวางแผน วางกลยุทธ์ให้ลูกทัพปฏิบัติตาม หากวางแผน หรือบริหารงานผิดพลาดจะส่งผลกระทบกับองค์กรและบุคคลากรในองค์กร
ท่ามกลางความหลากหลายขององค์กรในปัจจุบัน “ผู้นำ”ควรมีรูปแบบเป็นอย่างไร จึงจะนำพาองค์กรให้ก้าวต่อไปในโลกอันกว้างใหญ่ได้
เมื่อเร็วๆ นี้มีนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง “ภาวะผู้นำแบบตะวันออก” ผมอยากนำเอาคำตอบในวันนั้นมาแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับคนที่เป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่จะเป็นผู้นำในวันข้างหน้า
ตามความเข้าใจของผม แนวคิดแบบตะวันออกแบ่งผู้นำเป็น 5 ระดับ ดังนี้

ระดับล่างสุด คือ ผู้นำที่เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ รู้เท่าทันคน มียุทธวิธีและกลยุทธ์ที่แหลมคม มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นำที่ลูกทีมมั่นใจว่าจะพาทีมไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่เก่งฉลาด”
ระดับที่สอง คือ ผู้นำเก่งฉลาดบวกด้วยประสบการณ์ชีวิต รวมทั้งมีบทเรียนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว และแน่นอนต้องผ่านการทำงานอย่างโชกโชนเพียงพอ เขาจะได้เข้าใจถึงกาลเทศะ เรื่องอะไรควรหนัก เรื่องอะไรควรเบา สิ่งใดควรรีบเร่ง สิ่งใดควรรั้งรอไว้ก่อน ประเด็นใดสำคัญมาก ประเด็นใดสำคัญน้อยกว่า ผู้นำระดับนี้ก็จะสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่า จะไม่บุ่มบ่าม หุนหันพลันแล่น แต่จะมีวิธีแก้ปัญหาที่ยืดหยุ่น นุ่มนวล ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น เท่ากับนำพาให้ทีมงานลดความเสี่ยงที่จะต้องพบเจอกับภาวะวิกฤตโดยไม่จำเป็น ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีปัญญา”
ระดับที่สาม คือ ผู้นำที่มีปัญญาแล้วยังสามารถเป็นที่พึ่งของลูกน้องได้ มีความเมตตากรุณาที่ใครเดือดร้อนก็จะมาพึ่งพาขอความช่วยเหลือ ลูกทีมที่อยู่ร่วมกันก็จะมีความรู้สึกผูกพัน อบอุ่น มั่นคง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีน้ำใจ”
ระดับที่สี่ คือ ผู้นำที่เปิดทางสนับสนุนให้ลูกทีมได้ประสบความสำเร็จ บุคคลเหล่านั้นจะเคารพนับถือผู้นำชนิดนี้อย่างสุดจิตสุดใจ เพราะความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาได้มาจากผู้นำคนนี้ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่สร้างคน”
ระดับสูงสุด คือผู้นำที่ไม่ได้อยากเป็นผู้นำ แต่เป็นคนที่มีความสามารถนำพาองค์กรทั้งทีมฝ่าฟันผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยไม่มีกิเลสตัณหาคิดจะเป็นใหญ่ จึงทำทุกอย่างโดยไม่มีอะไรแอบแฝง โปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกด้าน ดังเช่นปูชนียบุคคลที่ผมเคยเขียนแนะนำประวัติไว้สองท่าน คือ จอร์จ วอชิงตัน(1) และ เติ้งเสียวผิง(2) ซึ่งล้วนถูกเคี่ยวเข็ญให้ขึ้นมาเป็นใหญ่เพื่อกอบกู้วิกฤต และ พยายามขอถอนตัวจากไปอย่างเงียบๆ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่”
กล่าวโดยสรุป ผู้นำระดับที่หนึ่งและสองใช้ “สมอง” เป็นหลัก แต่ผู้นำที่สูงขึ้นมาในระดับสาม สี่ ห้า ต้องใช้ “หัวใจ” เป็นกลไกขับเคลื่อน แนวทางการบริหารจัดการแบบตะวันออกเน้นเรื่องหัวใจมากกว่าสมอง โดยยึดปรัชญาที่ว่า “คนจะใหญ่ หัวใจต้องใหญ่พอ”
ดังนั้น บุคคลที่ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นมากที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่มีภาวะจิตใจอยู่ในระดับสาม สี่ ห้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงมักจะอยู่ในตำแหน่งระดับสูงขององค์กรใหญ่ๆ ที่บริหารตามแนวทางตะวันออก เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่ได้ยึดผลประโยชน์เป็นใหญ่ แต่ให้น้ำหนักกับเรื่องความสุขของทุกคนในทีมเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

เชิงอรรถ
1 จอร์จ วอชิงตัน เข้าร่วมขบวนการปลดแอกจากอังกฤษจนสำเร็จ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ก็กลับบ้านไปทำไร่ตามเดิม จนถูกพรรคพวกที่เคารพนับถือไปรบเร้าเชื้อเชิญให้กลับมาเป็นประธานาธิบดี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัย พรรคพวกก็จะแก้กฎหมายเป็นกรณีพิเศษให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ จอร์จ วอชิงตัน กล่าวขอบคุณพร้อมตอบปฏิเสธไป
2 เติ้งเสี่ยวผิง เป็นผู้กอบกู้วิกฤตของสังคมจีนที่ถูกย่ำยีจนย่อยยับด้วยน้ำมือของ “แก๊งสี่คน” จนประเทศอ่อนแอและอับอายไปทั่วโลก เติ้งเสี่ยวผิงผลักดันให้เกิดการพัฒนาประเทศทุกๆ ด้านด้วยนโยบาย “สี่ทันสมัย” จนประเทศจีนเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาผงาดอยู่ในแถวหน้าของมหาอำนาจโลก แต่หลังจากปี ค.ศ.1978 จนถึง ค.ศ. 1997 ที่เขาเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงไม่ยอมรับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประธานพรรค ยอมรับเพียงแค่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารเพียงตำแหน่งเดียว และหลังจากเขาเสียชีวิตมาจนถึงปัจจุบันปี ค.ศ. 2013 ยังไม่ปรากฎว่า เติ้งเสี่ยวผิงและลูกหลานร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373885879&grpid=03&catid=03

ผู้นำในวันนี้ หรือ ผู้ตามในวันข้างหน้า?

สำหรับใครที่คิดว่าเป็นผู้นำ หรือว่าคิดว่าตัวเองเป็นเลิศอยู่เสมอๆ แล้วละก็ ลองดูวีดีโอด้านล่างนี้นะครับ เพื่อที่จะได้คอยเตือน แล้วก็พยายามที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทุกวันนี้โลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วนะฮะ สิ่งที่เราคิดว่าเจ๋ง หรือว่าสุดยอดในวันนี้ วันข้างหน้าอาจจะเป็นเพียงแค่ของเล่นก็ได้นะครับผม

ที่มา: http://pccompete.com/today-leader-or-follower-tomorrow/

สุดยอดผู้นำต้องมุ่งมั่น แต่ถ่อมตัว

มองมุมใหม่ : ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2548

ท่านผู้อ่านคงจะได้อ่าน ข่าวของหนึ่งในสองผู้บริหารสูงสุดของดีแทค (คุณซิคเว่ บริคเก้) ที่กลับเข้ามาบริหารบริษัทอีกครั้ง ด้วยความมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนบริษัทที่ดี (Good Company) เป็นบริษัทที่สุดยอด (Great Company) หรือถ้าเป็นศัพท์ที่เขาใช้ก็จะต้องเป็น Good to Great หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ในอีกสี่ปีข้างหน้าเป็นการสร้าง ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านพิจารณาดูดีๆ แล้วจะพบว่า ความหมายของผู้บริหารทั้งสองท่านก็ไม่ได้ต่างกันเท่าใด

ผมเลยย้อนกลับไปอ่านหนังสือ Good to Great ของ Jim Collins อีกครั้ง จริงๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2001 และขายดีมาก จนกระทั่งในปัจจุบันก็ยังเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ Amazon.com อยู่ กลับไปอ่านทบทวนในบทแรกๆ ก็เจอบทที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำที่เขาเรียกว่า ผู้นำระดับ 5 ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้นำที่สามารถปรับเปลี่ยนองค์กรได้

คุณลักษณะในการสร้าง “ผู้นำ” 10 ประการ – เคล็ดลับของการรักษาความเป็นผู้นำ

เคล็ดลับของการรักษาความเป็นผู้นำ

กว่าจะสร้างความรู้, ความสามารถ ตลอดจนผลงานให้ทีมงานยอมรับความเป็น“ผู้นำ” นั้น ก็แสนจะยากลำบาก แต่ที่ยากกว่า คือ การรักษาสถานภาพการเป็น “ผู้นำ” ให้อยู่ตลอดไป เพราะส่วนมากแล้ว เมื่อประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งก็จะเกิดอาการ “หลงระเริง”จนเสื่อมเสียความเป็น“ผู้นำ” ไป สิ่งที่ควรระวัง มีดังนี้

กับดัก ที่ทำให้สูญเสียความเป็น “ผู้นำ”

1. การหลงตัวเอง (อัตตา)

เมื่อประสบความสำเร็จ มีคนยอมรับ และไว้วางใจท จึงมอบอำนาจในการนำ (Authority)ให้ ก็จะเริ่มคิดว่า “ข้าก็เก่ง, ข้าก็แน่” แล้วทำไมต้องทำงานหนัก, ต้องลงไปคลุกคลีกับพนักงานระดับล่าง, ลูกค้าทั่วไปอีก จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานมาเน้นที่การอ่านรายงาน การประชุม การวางแผน และการสั่งการ

คุณลักษณะในการสร้าง “ผู้นำ” 10 ประการ (10) P = Planer นักวางแผน ลดความเสี่ยงได้

P = Planer นักวางแผน ลดความเสี่ยงได้

คนทั่วไปจะไม่วางแผน เพราะสาเหตุ ดังนี้

1. เชื่อเรื่อง ยถากรรม

ลองดูเหตุการณ์ต่อไปนี้

ลูกมะพร้าว ตกลงบนพื้น เรียกว่า “ยถากรรม”

ลูกมะพร้าว ตกลงหัวคน เรียกว่า “เคราะห์ร้าย”

แต่ถ้ากระโดดหนีทัน เรียกว่า “โชคดี”

จึงพอสรุปได้ว่า “โชค ลาภ อยู่ที่การแสวงหา, วาสนา อยู่ที่การกระทำ

คุณลักษณะในการสร้าง “ผู้นำ” 10 ประการ (9) I = Improver นักพัฒนา สอนงานเป็น

I = Improver (นักพัฒนา สอนงานเป็น)

ผู้ที่สอนงานไม่ได้ ก็จะไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำได้ เพราะ นอกจากการมี “ความไว้ใจ”ในในความรู้ความสามารถ “ความวางใจ” ในความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบแล้ว ผู้ตามยังมีความคาดหวังที่จะได้รับ “ความมั่นใจ” จากการพัฒนาจากผู้นำอีกด้วย

การพัฒนาความรู้ ความสามารถของทีมงาน นอกจากจะเป็นภารกิจในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว ยังเป็นการพัฒนาตัวผู้นำเองอีกด้วย เพราะ จากการศึกษาพบว่า ความสามารถในการจำได้ และ เข้าใจ เปลี่ยนแปลงไปตามวิธีการเรียนรู้ ดังนี้

% ของความจำได้ และ เข้าใจ

อ่านเอง                              10%

ได้ฟัง                                 20%

ได้เห็นวิธีทำ                         30%

ได้ฟัง + ได้เห็นวิธีทำ             50%

ได้สอน                               70%

ได้สอน +ได้ลงมือปฏิบัติ         90%

คุณลักษณะในการสร้าง “ผู้นำ” 10 ประการ (8) H = Humanity ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ สร้างทีมได้

H = Humanity ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ สร้างทีมได้

การที่จะนำคนได้ จะต้องมีความเข้าใจในความต้องการ, บุคลิก ตลอดจน วัฒนธรรมของเขาก่อน จึงจะสามารถสร้างความยอมรับนับถือจากเขาได้ นั่นคือ สิ่งที่จะบอกสถานะของการเป็นผู้นำ

ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้

การสร้างความอบอุ่นในการทำงานให้กับทีมงาน โดยไม่ปลีกตัวเหินห่าง เช่น ไม่ว่าจะมีภารกิจที่มากมายเพียงไร ก็ต้องจัดสรรเวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ร่วมทำงานกับทีมงาน (งานจริงๆ, ในพื้นที่จริง. ในเงื่อนไขจริง ไม่ใช่แค่ประชุม, ไม่ใช่แค่การลงเยี่ยม, มาใช่สั่งลูกน้องให้ตระเตรียมทุกอย่าง)

คุณลักษณะในการสร้าง “ผู้นำ” 10 ประการ (7) S = Self Control ผู้ควบคุมตัวเองได้ จึงได้ชื่อว่า “ผู้นำ”

S = Self Control (ผู้ควบคุมตัวเองได้ จึงได้ชื่อว่า “ผู้นำ”)

คนที่จะเป็นผู้นำที่ดี ควรจะมี

IQ (Intelligence Quotient) หมายถึง ความฉลาดด้านการเรียนรู้

EQ (Emotional Quotient) หมายถึง ความฉลาดด้านอารมณ์ ทำให้รู้จักควบคุมอารมณ์

MQ (Moral Intelligence Quotient) หมายถึง ความฉลาดด้านศีลธรรม ไม่คดโกงหรือเอาเปรียบคนอื่น

AQ (Advancement Intelligence Quotient) หมายถึง ความฉลาดด้านความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

คุณลักษณะในการสร้าง “ผู้นำ” 10 ประการ (6) R = Responsibility ผู้มีความรับผิดชอบสูง เป็นที่เชื่อถือ

R = Responsibility ผู้มีความรับผิดชอบสูง จะเป็นที่เชื่อถือ

การเป็นแบบอย่างที่ดีในด้าน การมีความรับผิดชอบอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ผู้นำได้รับความไว้วางใจจากคนอื่นๆ  เพราะคนมักจะเชื่อ ใน “สิ่งที่เห็น” มากกว่า “สิ่งที่ได้ยิน” (Actions speak louder than words)

มีท่านผู้รู้สอนไว้ว่า เมื่อมีข้อบกพร่อง ปัญหา หรือข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

อย่าชี้นิ้วไปที่คนอื่น แล้วบอกว่าเขาผิด เพราะ

อีก 3 นิ้ว จะชี้เข้าหาตัวเอง

1 of 2
12