ข้อคิดดีๆ

ข้อคิดและกำลังใจจากนักศึกษาหญิงวัย 87 ปี “โรส”

Rose

วันเปิดเรียนวันแรกอาจารย์แนะนำตัวเอง แล้วให้เราหันไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นในห้องที่เรายังไม่รู้จัก

ผมลุกขึ้นยืน เพื่อมองหาคนที่จะเข้าไปทำความรู้จัก แล้วรู้สึกว่ามีมือมาแตะไหล่ผม

ผมหันไปมองและพบหญิงชราหน้าเหี่ยวย่นมองผมอยู่ พร้อมส่งรอยยิ้มที่เปล่งแสงโชติช่วงสว่างไสว

เธอพูดว่า “สวัสดี พ่อหนุ่ม ฉันชื่อ โรส ฉันอายุ 87 ปี ขอกอดเธอซักทีได้มั้ย

ผมหัวเราะแล้วตอบอย่างเต็มเสียงว่า “ได้แน่นอนเลยครับ” โรสกอดผมอย่างเต็มแรง

ผมหยอกเธอว่า “ทำไมถึงมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในตอนที่อายุยังน้อยนิดและไร้เดียงสาอย่างนี้ล่ะครับ

เธอตอบแกมตลกกลับมาว่า “ฉันมาที่นี่เพื่อหวังหาสามีรวย แต่งงาน และมีลูกสักสองสามคน…

ผมพูดถามกลับไปว่า “ผมถามจริงๆ ครับ” เพราะอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เธอมาเรียนหนังสือเมื่ออายุปูนนี้แล้ว

เธอตอบว่า “ฉันฝันมาตลอดชีวิตว่าจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ได้ แล้วตอนนี้ฉันก็มาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนี่แล้ว” หลังเลิกเรียนเราเดินไปโรงอาหารแล้วซื้อมิลค์เชคมาแบ่งกันทาน เรากลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว

ตลอดเวลาสามเดือนต่อมา หลังเลิกเรียนเราจะคุยกันจ้อไม่หยุดปาก ผมจะรู้สึกอึ้งและทึ่งกับ “เครื่องจักรย้อนเวลา” คนนี้ทุกครั้งที่เธอเล่าแบ่งปันปัญญาและประสบการณ์ชีวิตให้ผมฟัง

ตลอดปีการศึกษา คุณยายโรสกลายเป็นคนดังในมหาวิทยาลัย และเธอมีเพื่อนอย่างง่ายดายในทุกที่ที่เธอไป คุณยายมักแต่งตัวดีๆ และรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่นักศึกษาคนอื่นๆ ให้ความสนใจ เธอใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างคุ้มค่า

ในตอนปลายภาค เราเชิญเธอให้มากล่าวปฐกถาที่งานเลี้ยงชมรมฟุตบอลของเรา ผมจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เธอสอนเราในวันนั้นเลย

วันนั้น พอเรากล่าวแนะนำเธอ เธอก็เดินไปที่แท่นพูดปฐกถา พอจะเริ่มพูดเธอก็ทำกระดาษโพยเล็กๆหลายใบตกพื้น เธอหงุดหงิดและออกจะเขินเล็กน้อย ชะโงกหน้าเข้าหาไมโครโฟนและพูดติดตลกเรียบๆว่า “ฉันต้องขอโทษด้วยนะที่มือไม้สั่นไปหน่อย แม้ว่าฉันจะไม่ดื่มเบียร์แล้ว….แต่ก็ยังโดนวิสกี้เล่นงานซะงอมเลย ฉันคงเรียงกระดาษโพยกลับเข้าที่ไม่ได้แน่ งั้นก็ขอพูดสดเรื่องที่ฉันรู้ก็แล้วกันนะ

ระหว่างที่เราหัวเราะ เธอก็กระแอมไอแล้วเริ่มต้นพูดว่า

“คนเราไม่ได้เลิกเล่นสนุกเพราะเราแก่ตัวหรอก แต่เราแก่ตัวเพราะเราเลิกเล่นสนุกต่างหาก

มีความลับเพียงไม่กี่ข้อที่คนเราจะคงความหนุ่มสาว มีความสุขและประสบความสำเร็จอยู่ได้ คือ เราต้องหัวเราะและหาอารมณ์ขันทุกวัน เราต้องมีความฝัน ถ้าเราสูญเสียความฝัน เราก็ตาย ทุกวันนี้มีคนมากมายที่เดินไปมาเหมือนคนที่ตายไปแล้ว โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัวซะด้วย

มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างการมีอายุมากขึ้น กับการเจริญเติบโตขึ้น ถ้าเธออายุ 19 และได้แต่ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย เมื่อหนึ่งปีผ่านไป เธอก็จะมีอายุ 20 ปีอยู่ดี ถ้าฉันอายุ 87 แล้วก็อยู่ไปวันๆ เป็นเวลาหนึ่งปี ฉันก็จะมีอายุมากขึ้นหนึ่งปีเหมือนกัน

ใครๆก็มีอายุมากขึ้นได้เหมือนๆกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้พรสวรรค์หรือความสามารถอะไรเลยก็ทำได้ ประเด็นสำคัญคือคนเราต้องอายุมากขึ้นพร้อมกับเติบโตขึ้น โดยต้องแสวงหาโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง จงเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องมารู้สึกเสียใจภายหลังที่ไม่ได้ทำ

คนเฒ่าคนแก่มักไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปในอดีต แต่มักจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ลงมือทำต่างหาก คนแก่ที่กลัวตายก็คือคนที่ยังมีความเสียใจนี้อยู่นั่นเอง”

เธอจบปฐกถาโดยร้องเพลงที่ชื่อ “The Rose” อย่างกล้าหาญ และท้าทายให้พวกเราศึกษาเนื้อเพลงและใช้ชีวิตตามเนื้อเพลงนั้นทุกๆวัน
ในที่สุดคุณยายโรสก็เรียนจบ และหลังจากรับปริญญาได้หนึ่งอาทิตย์ คุณยายโรสก็จากเราไปอย่างสงบในขณะที่นอนหลับสนิท

นักศึกษากว่าสองพันคนเข้าร่วมพิธีศพของเธอเพื่อคารวะผู้หญิงที่สุดวิเศษคน นี้ ที่ได้สอนเราโดยทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า “ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่เราจะเป็นในทุกอย่างที่เราสามารถจะเป็นได้”

ที่มาของเนื้อหา: http://www.stock2morrow.com/showthread.php/45985

เนื้อเพลงและคำแปล The Rose – Bette Midler

ที่มาของเนื้อเพลงและคำแปล: http://www.happinessandessence.com/2012/09/rose-bette-midler.html

——–
Some say love it is a river
บางคนบอกว่า…ความรักเป็นดั่งสายน้ำ
That drowns the tender reed
ที่ฉุดกระชากกิ่งไม้ที่บอบบาง…ให้จมลง
Some say love it is a razor
บางคนบอกว่าความรัก…เป็นดั่งมีดโกน
That leaves your soul to bleed
ที่กรีดลึกหัวใจ…ให้เจ็บปวด

Some say love it is a hunger
บางคนบอกว่าความรัก คือ…ความโหยหา
An endless aching need
เป็นความต้องการ…ที่แสนเจ็บปวดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
I say love it is a flower
แต่ฉันว่าความรักนั้น…เป็นดั่งดอกไม้ที่สวยงาม
And you it’s only seed
และมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น…ที่เป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้นั้น

It’s the heart afraid of breaking
บางคนกลัวว่า…หัวใจจะแหลกสลาย
That never learns to dance
จนไม่ยอมเรียนรู้…ที่จะมีความรัก
It’s the dream afraid of waking
บางคนกลัวที่จะฝัน…แล้วไม่เป็นจริงตามฝัน
That never takes the chance
จนไม่เคย…แม้แต่จะลองให้โอกาสตัวเอง
It’s the one who won’t be taken
เหมือนกับคนที่…ไม่เคยได้รับโอกาสจากใคร
Who cannot seem to give
เขาจึงไม่เคยคิด…ที่จะเป็นผู้ให้
And the soul afraid of dying…that never learns to live
และบางคนมัวแต่หวาดกลัว ต่อความตาย…จนไม่กล้า ที่จะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

When the night has been too lonely
เมื่อค่ำคืนเหงา…อันแสนเปล่าเปลี่ยว
And the road has been too long
บนถนนที่ยาวไกล…ไร้จุดหมาย
And you think that love is only…For the lucky and the strong
คุณอาจคิดว่า…ความรักนั้น มีไว้สำหรับคนที่โชคดี และแข็งแกร่งเท่านั้น

Just remember in the winter
แต่จงจำไว้ว่า…แม้ในฤดูหนาวเหน็บ
Far beneath the bitter snows
ลึกลงไป…ภายใต้หิมะอันเย็นยะเยือก
Lies the seed
ยังคงมี…เมล็ดพันธุ์
That with the sun’s love
ที่ได้เก็บรักษาพลัง แห่งความรัก และความอบอุ่น…ของแสงอาทิตย์เอาไว้
In the spring
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
Becomes the rose ♪♪
ก็พร้อมที่จะผลิบาน…เป็นดอกกุหลาบที่แสนสวยงาม :)) ♥♥

โค้ชที่ดี

โค้ชที่ดี ต้องฟังเยอะๆ พยายามทำความเข้าใจให้มาก อย่าคอยห้าม(ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย) ปล่อยให้เค้าได้ทำให้ได้เรียนรู้  อย่าบ้าสอนให้ใช้คำถามนำให้เค้าคิดเอง

สุดยอด

ผมเห็นคลิปนี้คิดว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอดมากเลย เพราะมันมีส่วนผสมที่ลงตัวทุกด้านทั้งสภาพร่างกายที่แข็งแรงมากซึงเกิดจากการดูแลตัวเองอย่างดี การฝึกซ้อมที่หนักอันเกิดจากวินัยในการฝึกส่งผลให้เกิดทักษะที่สุดยอดทั้งการวิ่ง,การจับบอล,การหลอกล่อ จนสามารถทำทุกทักษะออกมาได้โดยอัตโนมัติ การตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ การเลือกจังหวะเวลาว่าจะทำอะไรในตอนไหนไม่ใช่สักแต่จะวิ่งให้เร็วเพียงอย่างเดียว สุดท้ายคือเค้ามีทีมที่ดีคอยสนับสนุน หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง สิ่งสุดยอดนี้คงไม่เกิดขึ้น

[เก็บไว้อ่าน] แจ็ค หม่า จาก 500 บาทเป็น 5ล้านล้านบาท สอนการใช้ชีวิตและธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อวานอ่านเรื่องของ แจ็ค หม่า ที่หลายคนแชร์กันใน facebook แล้วรู้สึกว่าชอบนะ เลยขอเก็บไว้อ่านซ้ำในคราวหลัง เพราะแม้จะเป็นเรื่องเดิม แต่อ่านคนละเวลา คนละช่วงชีวิต มันก็อาจให้แนวคิดที่ไม่เหมือนกันได้

 

ที่มา http://hackerlife.in.th/แจ็ค-หม่า-จาก-500-บาทเป็น-5ล้า/

แจ็ค หม่า จากชายผู้มีเงินเดือน 500 บาท ตอนนี้บริษัท Alibaba ของเค้ามีมูลค่ามากกว่า 5ล้านล้านบาท เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า eBay, Twitter และ LinkedIn รวมกัน เมื่อวันที่ Alibaba Group ขายหุ้น IPO เป็นวันแรก ก็ขึ้นแซง Facebook เลย! นับเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในจีนตอนนี้

วันนี้แฮกชีวิตนำคำสอนของ แจ็ค หม่า ว่าเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตและธุรกิจได้อย่างไรบ้าง

แจ็ค หม่า: สิ่งที่ผมเสียใจที่สุด

เมื่อปีค.ศ. 2001 ผมได้ทำสิ่งผิดพลาด ซึ่งสิ่งนั้นคือ ผมได้บอก 18 คนผู้ร่วมลงเรือลำเดียวกันในการเริ่มธุรกิจกับผมว่า ตำแหน่งสูงสุดที่พวกเขาสามารถไปได้คือการทำงานในตำแหน่งระดับการจัดการเท่านั้น

ส่วนตำแหน่งประธานและตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเรานั้นเราจำเป็นจะต้องจ้างบุคคลภายนอกมาบริหารงาน แต่ไม่กี่ปีต่อมา พวกเค้าเหล่านั้นก็ลาออก…

แต่คนที่ผมสงสัยในความสามารถตั้งแต่ร่วมทุกร่วมสุขกันมาก็ขึ้นมาเป็นประธานบริหารและผู้อำนวยการ

จากนั้นจึงทำให้ผมเชื่ออยู่ใน 2 หลักการ คือ

  • ทัศนคติของคุณนั้นสำคัญกว่าความสามารถ
  • และการตัดสินใจของคุณนั้นก็สำคัญกว่าความสามารถ

แจ็ค หม่า: คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนนั้นคิดคล้ายๆกันได้หรอก แต่คุณสามารถที่จะทำให้ทุกคนนั้นไปในแนวทางเดียวกันได้ด้วยเป้าหมายเดียวกัน

อย่าพยายามแม้แต่จะคิด ว่าคุณจะทำให้ทุกๆคนคิดเหมือนๆกันได้… มันไม่มีทางเป็นไปได้!

จาก 30% ของผู้คนทั้งหมดนั้น จะไม่มีวันเชื่อคุณเลย

อย่าพยายามทำให้เพื่อนร่วมงานและพนักงานทำงานให้คุณ แต่ทำให้เค้าทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมกันต่างหาก

มันง่ายกว่ามากที่จะให้บริษัทรวมใจกันอยู่ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน มากกว่าการรวมใจไปอยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

แจ็ค หม่า: อะไรที่มีในตัวผู้นำแต่พนักงานธรรมดาไม่มี

คนที่เป็นผู้นำนั้นไม่ควรนำทักษะเชิงเทคนิคไปเปรียบเทียบกับพนักงานของเค้า ซึ่งพนักงานของคุณจำเป็นต้องมีทักษะเชิงเทคนิคมากกว่าคุณ ถ้าหากเค้าไม่มี แสดงว่าคุณจ้างคนผิดแล้วล่ะ

แล้วอะไรละที่ทำให้ผู้นำโดดเด่น

  • ผู้นำนั้นควรจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าพนักงานธรรมดา
  • ผู้นำควรจะมีกล้าหาญ ยืดหยัด และความอดทนในสิ่งที่พนักงานธรรมดาไม่สามารถทำได้
  • ผู้นำควรจะมีความอึดและความสามารถที่จะยอมรับสิ่งที่ล้มเหลวได้

แน่นอนว่าคุณภาพของผู้นำที่ดีนั้นอยู่ที่วิสัยทัศน์ แรงใจและความสามารถ

แจ็ค หม่า: อย่าริยุ่งการเมือง

คุณต้องเข้าใจเสมอว่าเงินและอำนาจทางการเมืองมันอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ หากคุณอยู่ในการเมือง ก็ไม่ควรคิดเรื่องเงินอีกต่อไป หากคุณทำธุรกิจ ก็อย่าเที่ยวไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หากสองอย่างนี้เจอกันเมื่อไหร่ละก็ รอวันจบไม่สวย… :)

แจ็ค หม่า: 4 คำถามที่เด็กรุ่นใหม่ควรจะเฝ้าถามตัวเอง

ความล้มเหลวคืออะไร: การยอมแพ้นั้นเป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ความยืดหยุ่นคืออะไร: คุณจะเข้าใจความหมายของคุณก็ เมื่อคุณผ่านความยากลำบาก ผ่านความทุกข์และความผิดหวัง มาแล้วเท่านั้น

ความรับผิดชอบและหน้าที่คืออะไร: คือการที่จะต้องขยันมากขึ้น ทำงานหนักและความทะเยอทะยานกว่าคนอื่น ๆ คนโง่เท่านั้นที่ใช้ปากของพวกเขาที่จะพูด คนฉลาดใช้สมองของเขา และคนที่ปราดเปรื่องจะใช้หัวใจของเขา

แจ็ค หม่า: คนเรานั้นเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและหาประสบการณ์ชีวิต

ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงาน แต่เพื่อสนุกกับชีวิต และเราเกิดมาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้เพื่อทำงาน หากคุณใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงาน คุณจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน

ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานมากเพียงใดก็ตาม คุณจะต้องจำไว้ว่า เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต ถ้าคุณยุ่งแต่กับการทำงาน ในที่สุดคุณจะต้องเสียใจ

แจ็ค หม่า กล่าวถึง เวทีแข่งขันและการแข่งขันในธุรกิจ

  1. พวกที่บ้าแข่งขันกันอย่างระห่ำนั้นคือพวกโง่
  2. หากคุณมองทุกคนรอบตัวเป็นศัตรู ทุกคนรอบตัวคุณก็จะเป็นศัตรูของคุณ
  3. หากคุณทำการแข่งขันกับคู่แข่ง อย่าพยายามใช้ความเกลียดชัง ความเกลียดจะทำให้คุณพ่ายแพ้
  4. การแข่งขันนั้นคล้ายๆการเล่นหมากกระดานหากคุณแพ้กระดานนี้ คุณก็มีโอกาสเล่นต่อในกระดานต่อไป ดังนั้นทั้งสองฝั่งไม่ควรจะสู้กันเอง
  5. นักธุรกิจที่แท้จริงนั้นไม่ควรมีศัตรูเลย หากใครเข้าใจจุดนี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในโลกธุรกิจ

แจ็ค หม่า: อย่าจู้จี้ขี้บ่นเป็นนิสัย

ถ้านานๆครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่หากบ่นเป็นนิสัยแล้ว คุณก็จะยิ่งบ่นมากขึ้นไปอีก เปรียบได้กับดื่มน้ำทะเล ยิ่งดื่มก็ยิ่งกระหาย ดื่มไปไม่ได้ช่วยอะไร การบ่นก็เหมือนกัน การบ่นเยอะๆมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น หนทางสู่ความสำเร็จนั้น คุณจะสังเกตได้ว่าผู้ที่สำเร็จมักจะไม่ขี้บ่น…

โลกนี้จำไม่ได้หรอกว่าคุณพูดอะไรไป แต่จะไม่ลืมสิ่งที่คุณทำ

คำแนะนำของ แจ็ค หม่า สำหรับผู้ประกอบการ

  1. โอกาสที่ทุกคนไม่เห็นนั้นคือโอกาสที่แท้จริง
  2. ต้องให้พนักงานคุณมาถึงที่ทำงานด้วยรอยยิ้มเสมอ
  3. ลูกค้าต้องมาอันดับ 1, พนักงานอันดับ 2, และผู้ถือหุ้นมาอันดับ 3
  4. นำมาใช้และเปลี่ยนแปลงก่อนเทรนด์หรือการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆจะเกิดขึ้น
  5. ลืมเรื่องเงิน ลืมเรื่องการหาไปเงินซะ
  6. แทนที่จะไปเสียเวลากับเทคนิคเล็กน้อยการเรียกลูกค้าใหม่ ควรมุ่งเน้นไปที่การครองใจและดูแลลูกค้าเก่า
  7. ทัศนคติของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะไปได้ไกลแค่ไหน

แจ็ค หม่า กล่าวถึง การเป็นผู้ประกอบการ

  1. โอกาสที่ยิ่งใหญ่นั้นมักจะอธิบายชัดเจนไม่ได้ ส่วนสิ่งที่อธิบายชัดเจนได้นั้นมักจะไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุด
  2. คุณควรจะหาคนที่มาทำให้บริษัทสมบูรณ์ขึ้น โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องหาคนที่ประสบความสำเร็จ หาคนที่ใช่ ไม่ใช่หาคนที่ดีที่สุด
  3. สิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือมากที่สุดในโลกนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
  4. “ฟรี” เป็นคำที่แพงที่สุด
  5. วันนี้เป็นวันที่โหดร้าย พรุ่งนี้จะเป็นวันที่จะแย่กว่า แต่มะรืนนี้จะเป็นวันที่สวยงาม

แจ็ค หม่า: 4 สิ่งต้องห้ามของผู้ประกอบการ

  • สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการเริ่มต้นธุรกิจคือ การที่ไม่สามารถจะมองเห็น ประมาท ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สามารถรักษาระดับได้
  • ถ้าคุณไม่ทราบว่าคู่แข่งของคุณอยู่ที่ไหน มั่นใจเกินเหตุและประมาทคู่แข่งเกินไป ในที่สุดคุณก็จะตามหลังเค้า

“First they ignore you, then they laugh at you, then they fight you, then you win.” อย่าเป็น “they” ในประโยคข้างต้น

  • ถึงแม้คู่แข่งของคุณยังเล็กหรืออ่อนแอ่ คุณควรประเมินเค้าอย่างจริงจังและปฏิบัติต่อเค้าเหมือนเค้าเป็นยักษ์ใหญ่
  • ในทางเดียวกัน หากคู่แข่งของคุณเป็นยักษ์ใหญ่ คุณก็ไม่ควรมองตัวเองว่าอ่อนแอ

แจ็ค หม่า กล่าวถึง การเปิดบริษัทของคุณเอง

ความหมายของการเริ่มต้นบริษัทคือ: คุณจะสูญเสียรายได้ที่มั่นคง คุณจะมีสิทธิ์หยุดได้ตามใจ จะได้โบนัสหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ อย่างไรก็ตาม มันก็หมายความว่า รายได้ของคุณก็จะไม่ถูกจำกัด คุณจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและคุณจะไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนอีกต่อไป

หากคุณมีความคิดที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของคุณก็จะแตกต่าง: ถ้าคุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่แตกต่างจากคนรอบข้างคุณ ชีวิตของคุณจะแตกต่างจากคนรอบข้างคุณ

แจ็ค หม่า กล่าวถึง เรื่องโอกาส

ถ้าหากมีข้อเสนอนึงมาแล้วคนส่วนใหญ่ตอบว่า “ใช่” เกินกว่า 90%, ผมก็จะทิ้งข้อเสนอนั้นลงถังขยะทันที

เหตุผลง่ายนิดเดียว: ถ้าหากมีคนเยอะขนาดนี้คิดว่าข้อเสนอนี้ดี แสดงว่ามีคนอีกเยอะที่กำลังทำงานนี้อยู่ และโอกาสนั้นมันก็ไม่ได้เป็นของเราแล้ว

6725861247_998c646b87_o

นักปัจจุบันนิยม

หลายคนพยายามสร้างบางอย่างที่เป็นนวัตกรรม แต่กลับต้องล้มเหลว จึงเกิดคำถามว่าทำไม?

เราอาจจะเคยเห็นของ 2 สิ่ง โดยที่อันนึงเป็นนวัตกรรมที่ใหม่มากๆ เจ๋งมากๆ แต่กลับล้มเหลว แต่อีกอันที่ไม่ได้มีนวัตกรรมที่ล้ำหน้ามากนักกลับอยู่รอดได้

เรามักคิดว่าสร้างนวัตกรรมนั้นต้องเป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่แปลกกว่าในปัจจุบัน สิ่งที่ต้องไม่เคยมีใครทำมาก่อน ความคิดนี้อาจจะเคยเป็นจริงในยุคหนึ่ง แต่ในยุคนี้ ยุคที่ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น บางครั้งการจะสร้างนวัตกรรมต้องคิดให้ง่าย ทำให้ง่าย เพราะคู่แข่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่กลับเป็น ลูกค้าซึ่งเปลี่ยนแปลงช้ากว่าที่เราคิด การพยายามสร้างอะไรที่ใหม่จนเกินไป อาจไม่สามารถทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ หรือไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ของเราได้

ดังนั้นการประดิษฐ์อะไรซักอย่างในยุคที่ต้นทุนของการสร้างนวัตกรรมมีราคาถูกมากจนเกือบจะเป็นศูนย์ แนวทางการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงไปด้วยแนวทางต่อไปนี้

Deploy or Die คุณต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์ของคุณออกมาสู่โลกจริงๆ มันถึงจะมีคุณค่า ไม่ต้องรอใครมาอนุมัติ หรือสนับสนุน

Pull over Push คุณควรสามารถดึงสิ่งที่คุณต้องการ คนที่คุณต้องการ เข้ามาได้ด้วยพลังของเครือข่าย โดยไม่ต้องสะสมเงินและพลังอำนาจไว้มากมาย

Learning over Education การศึกษาคือสิ่งที่คนอื่นทำกับคุณ แต่การเรียนรู้คือสิ่งที่คุณทำกับตนเอง การศึกษาพยายามคิดแทนคุณว่าในชีวิตของคุณจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง ให้คุณต้องคอยท่องจำสิ่งต่างๆ อยู่เกือบ 20 ปี ก่อนจะปล่อยให้คุณออกไปเล่นกับโลกภายนอก แต่โลกอยู่ตรงหน้าของคุณแล้ว คุณไม่ต้องรอให้ใครมาคิดแทนว่าคุณควรรู้อะไร จงออกไปเล่น หากไม่รู้อะไรค่อยกลับมาเรียนรู้ ทุกวันนี้เราสามารถหาความรู้ทุกอย่างได้จากอินเทอเน็ตอยู่แล้ว

Compass over Map การพยายามสร้างแผนที่อย่างละเอียดก่อนออกเดินทางนั้นแพงมาก และไม่ค่อยจะแม่นยำ เราเพียงต้องมีเป้าหมาย แล้วออกไปลุยกับมัน

แม้โลกจะซับซ้อนสุดๆ แต่สิ่งที่เราต้องทำนั้นเรียบง่ายมาก คุณต้องหยุดคิดที่จะวางแผนทุกอย่างล่วงหน้าและสะสมทรัพยากรทุกอย่างให้พร้อมก่อนลงมือ คุณเพียงแต่ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ มุ่งความสนใจไปที่การติดต่อทำความรู้จักผู้คน เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ตื่นตัวกับสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา และอยู่กับปัจจุบันสุดๆ

อย่าเป็น “นักอนาคตนิยม” แต่จงเป็น “นักปัจจุบันนิยม”

รอจน perfect เลยไม่เสร็จซักที

วันนี้อ่านบล็อกคุณเนย http://nuuneoi.com/blog/blog.php?read_id=717 ได้ข้อคิดมา 2 อย่าง

  1. โปรแกรมเมอร์ที่เก่งระดับเฉลี่ย จะโหยหาความสมบูรณ์แบบ แต่คนที่เก่งจริงเค้าไม่สนใจตรงนี้แล้ว
  2. ทำแค่พอใช้ได้ แล้ว delivery เลย จากนั้นปรับปรุงเรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้ perfect ก่อน

ทำได้ดีที่สุดแค่นี้เหรอ

คนทำงานหลายคนทำงานแค่เพียงเสร็จๆไป ขอแค่ product ทำงานตามฟังก์ชั่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าดีพอแล้ว คุณต้องใช้ใจด้วยนะ คิดถึงใจผู้ใช้ด้วยจะดีมากเลย ~ GolFz

ที่มาของเรื่อง  http://tzit.wordpress.com/2014/07/15/ทำได้ดีที่สุดแค่นี้เหร/ –>

ขอผมเล่าเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง วันหนึ่งจ็อบส์แวะไปที่ห้องทำงานขอ หัวหน้าแผนกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์แมคอินทอช “บู๊ตเครื่อง” เขาสั่ง เขาหมายถึงเครื่องต้นแบบที่กำลังอยู่ในขั้นพัฒนา ซึ่งจะกลายเป็นการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในอีกไม่ช้า

ต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าเครื่องจะเริ่มทำงาน นั่นเพราะมันต้องทดสอบหน่วยความจำ ออกคำสั่งให้ระบบปฏิบัติการทำงาน และหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ต้องให้มันบู๊ตเร็วกว่านี้” จ็อบส์พูดจบก็เดินจากไป

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา หลังจากทุ่มเททำงานหนักเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ วิศวกรคนนั้นภูมิใจมากที่จะนำเสนอผลงานให้เจ้านายดูว่าสามารถจัดการลดระยะ เวลาในการบู๊ตเครื่องได้แล้ว

“ทำให้ดีที่สุดแค่นี้เหรอ” จ็อบส์ถามก่อนจะหันขวับและลุกออกไปทันที

หลังจากอดหลับอดนอนมาหลายคืน ทีมพัฒนาเครื่องแมคอินทอชก็สามารถทำให้ระยะเวลาในการบู๊ตเครื่องลดลงได้อีก หน่อย เขาเข้าไปพบจ็อบส์อีกรอบ แต่เจ้านายยังไม่พอใจอยู่ดี ทว่าแทนที่จะตำหนิหรือต่อว่า จ็อบส์แค่จ้องมองเจ้าเครื่องต้นแบบ สายตาเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิด พอวิศวกรอ้าปากจะอธิบายว่าพวกเขาอาจพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ จ็อบส์ก็แทรกขึ้น

“ผมกำลังคิดอยู่ว่า” เขาบอกด้วยน้ำเสียงดูตื่นเต้น “จะมีคนใช้เครื่องแมคอินทอชมากแค่ไหน ล้านคน ไม่สิ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผมพนันได้เลยว่าจะต้องมีคนห้าล้านคนเปิดเครื่องแมคอินทอชอย่างน้อยวันละ ครั้ง อืม…สมมุติว่าคุณลดเวลาบู้ตเครื่องลงได้สิบวินาที คูณด้วยจำนวนผู้ใช้ห้าล้านคน นั่นเท่ากับห้าสิบล้านวินาทีต่อวัน ถ้าหนึ่งปีนี่เท่ากับชีวิตคนเพียบเลยนะ ถ้าคุณทำให้บู๊ตเร็วขึ้นได้อีกสิบวินาที คุณจะประหยัดเวลาไปได้หลายชีวิตเลยล่ะ”

จ็อบส์สรุปด้วยคำพูดว่า “มันคุ้มค่ามากที่ลดเวลาลงอีกสิบวินาที!

เดิมทีทีมวิศวกรแมคอินทอชก็ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่พวกเขาได้แรงบันดาลใจแล้ว ไม่สิ…พวกเขาได้แรงผลักดันจากพลังปรารถนาอันแรงกล้าของเจ้านายซึ่งต้องการ ช่วยมนุษยชาติประหยัดเวลาที่ต้องเสียเปล่าไปหลายพันล้านวินาที ทีมงานรับปาก กับตัวเองอีกครั้งว่าจะต้องทุ่มเทให้มากกว่านี้และภายในไม่กี่วัน พวกเขาสามารถสามารถลดระยะเวลาในการบู๊ตเครื่องลงอีกสิบวินาทีได้จริง

สตีฟจ็อบส์ จากโลกนี้ไปด้วยวัย 56 ปี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2011 และด้วยแรงขับบวกกับความคิดริเริ่ทสร้างสิ่งใหม่ๆ ของเขาที่ไม่มีใครเทียบ แอปเปิ้ลจึงกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ต้องขอบคุณจ็อบส์กับคำถามของเขาที่ว่า “ทำได้ดีที่สุดแค่นี้เหรอ” ซึ่งซึมซาบจนกลายเป็น วัฒนธรรมองค์กรของที่นั่นไปแล้ว

จากหนังสือ “คำถามฉุกคิด เปลี่ยนชีวิตทั้งคนถามและคนตอบ”

กว่าจะวิ่งได้ต่ำกว่า 10 วินาที ผมวิ่งมาแล้วเป็นล้านๆ วินาที นะครับ

– Usain Bolt –
1 of 4
1234